“ลุกขึ้นสู้ ลุกขึ้นอ่าน” ปรากฏการณ์ต่อต้านผู้นำของร้านหนังสือในอเมริกา

หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี วงการหนังสือในสหรัฐฯ คึกคักมาก ไม่ใช่แค่หนังสือ 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์กลับมาขายดีอีกครั้ง แต่ร้านหนังสือเล็กๆ จำนวนมากก็ได้รับความสนใจ หลายร้านกลายมาเป็นศูนย์รวมแห่งปฏิบัติการขัดขืนด้วยการอ่าน

“เราจะเปลี่ยนร้านหนังสือของเราให้กลายเป็นการปฏิวัติ” เป็นคำพูดติดปากผู้คนในเวลานี้ที่เดินเข้าร้านหนังสืออิสระทั่วประเทศ เพื่อมองหาหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้ความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งให้จินตนาการเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในแบบที่ “ควรจะเป็น” ว่าคืออย่างไรภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่หมั่นหาเรื่องมาให้ผู้คนต้องวิวาทะกันบ่อยครั้งตั้งแต่ได้รับเลือกตั้ง

ยอดขายในหนังสือร้านอิสระเหล่านี้พุ่งขึ้นสูงจากการสร้างสรรค์แคมเปญของแต่ละร้านที่ต้องการแสดงจุดยืนทางการเมือง เช่น ร้าน Politics & Prose ในกรุงวอชิงตันดีซี (ร้านนี้อดีตประธานาธิบดี โอบาม่ามาเยือนบ่อยมาก) จัดแสดงหนังสือโดยตั้งชื่อหมวดหมู่ว่า “อย่ายอมแพ้ ลุกขึ้นสู้ ลุกขึ้นอ่าน” มีทั้งหนังสือที่มีเนื้อหาส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการเคลื่อนไหว รวมไปถึงหนังสือที่พยายามอธิบายถึงความโกรธของประชาชนต่อการใช้อำนาจของทรัมป์

ร้านขายหนังสือจำนวนมากเข้าร่วมกับแคมเปญรณรงค์เคลื่อนไหวโดยจัดให้ผู้คนในเมืองมาชุมนุมพูดคุยถึงประเด็นต่างๆ ตั้งแต่สิ่งแวดล้อมไปจนถึงผู้อพยพ แล้วก็ช่วยกันร่างจดหมาย เขียนโปสการ์ดเพื่อเขียนข้อความที่ต้องการสื่อสารส่งไปยังที่ทำการพรรค เป็นต้น

ผู้ค้าหนังสือจำนวนมากยอมรับว่าไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย การใช้ร้านเป็นที่จัดการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านทำให้มีมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจนมากขึ้น

เมื่อทุกคนพากันตั้งคำถามว่า “ฉันจะทำอะไรได้บ้าง” ซีอีโอของสมาคมผู้ค้าหนังสือ โอเรน ไทเชอร์ พูดถึงบทบาทของร้านขายหนังสือในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมประสานความแตกแยกแบ่งฝักฝ่ายทางการเมืองว่า

“ในฐานะพลเมือง เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น พวกเราทุกคนที่อยู่ในแวดงวงการขายหนังสือเองก็มีภาระความรับผิดชอบจึงต้องการใช้โอกาสนี้ช่วยกันสื่อสารให้ความรู้ ความเข้าใจเพื่อให้เกิดการปรองดองกันขึ้นในชุมชนของเรา”