ทำไมเราต้องไม่พลาดงานของโฟล์คเนอร์ เพราะเป็นนักเขียนที่ทั้งโลกรู้จัก…เท่านั้นหรือ

“อยากเข้าใจโลก อย่างแรกเลยต้องทำความเข้าใจสถานที่แบบมิสซิสซิปปีก่อน”

แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า วิลเลียม โฟล์คเนอร์ เป็นคนพูดประโยคนี้หรือเปล่า แต่มันก็สะท้อนความเป็นจริงสำหรับ สุนันทา วรรณสินธ์ เบล (ผู้ทำหน้าที่แปลผลงานของวิลเลียม โฟล์คเนอร์ มาหลายเล่ม เล่มล่าสุดคือ “กุหลาบแด่เอมิลี และเรื่องสั้นคัดสรรอื่นๆ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Library House) ว่า ถ้าเราอยากเข้าใจความเป็นไปของชีวิตมนุษย์แบบ “กลมๆ” คือเข้าใจอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง เราต้องไม่พลาดงานของนักเขียนอเมริกันที่ได้รับรางวัลโนเบลคนนี้

คนที่รู้จักโฟล์คเนอร์รู้ดีว่างานของเขาวนเวียนอยู่กับบรรยากาศทางตอนใต้ของอเมริกาโดยเฉพาะในรัฐมิสซิสซิปปีบ้านเกิดของเขา ดังนั้น การอ่านงานโฟล์คเนอร์โดยชาวอเมริกันย่อมได้ประโยชน์อย่างน้อยก็ได้เรียนประวัติศาสตร์ผ่านวรรณกรรม

แต่กับโลกของนักอ่านไทย ทำไมถึงควรอ่านโฟล์คเนอร์ ในเมื่อเราไม่ได้มีประวัติศาสตร์ร่วมกับชาวอเมริกันในเรื่องของการต่อสู้เกี่ยวกับการค้าทาสจนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองในเวลาต่อมา

นอกเหนือจากวิธีเล่าเรื่องที่ผสมผสานเทคนิคต่างๆ อย่างแพรวพราว (จนกลายเป็นต้นแบบการเขียนแนว “สัจนิยมมหัศจรรย์” อันเป็นข้ออ้างที่เหมาะสำหรับคนที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนได้ใช้โฟล์คเนอร์เป็น​ “กรณีตัวอย่าง”) เรื่องราวที่โฟล์คเนอร์นำเสนอในเรื่องสั้นและนวนิยายของเขายังเป็นกระจกบานใหญ่แห่งยุคสมัยที่ได้สะท้อนภาพบุคคลและเหตุการณ์ต่างๆ ให้นักอ่านรุ่นหลังได้รู้จัก และใช้เป็น “สื่อ” เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นต่างกาละต่างเทศะจากตน ด้วยเหตุนี้ ผู้แปล-สุนันทา บรรณาธิการบริหารและเจ้าของสำนักพิมพ์ Library House- รังสิมา ตันสกุล จึงมีความเห็นว่างานเขียนของโฟล์คเนอร์ไม่ได้มีไว้แค่ให้คนอเมริกันอ่าน ต่อให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในงานของเขาผ่านมานับศตวรรษก็ตาม แต่เนื้อแท้ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละประโยคที่ผูกกันเป็นเรื่องเล่านั้น มัน “มีลักษณะที่เป็นสากล ไร้กาลเวลา และจับต้องได้”

 

คำเชื้อเชิญจากรังสิมา ผู้เลือกงานของโฟล์คเนอร์มาพิมพ์คือ “หนังสือสามารถพาเรามุ่งไปข้างหน้า เดินทางไปเจอโลกอนาคตได้ และก็พาเราย้อนกลับไปยังโลกในอดีตเป็นร้อยปีผ่านจินตนาการของเราในฐานะนักอ่านได้เช่นกัน ทำไมเราไม่ลองท้าทายตัวเองให้เข้าไปในโลกของโฟล์คเนอร์บ้าง เข้าไปสู่อีกมิติของการอ่าน เข้าไปในพื้นที่ที่น่าศึกษาและทำความรู้จัก เหมือนที่คนทั้งโลกรู้จักเขามาแล้ว”

เช่นใน “กุหลาบแด่เอมิลี และเรื่องสั้นคัดสรรอื่นๆ” แต่ละเรื่องในเล่มนี้สะท้อนให้เห็นการถูกกดขี่ข่มเหงระหว่างคนที่มีผิวสีต่างกัน ขณะเดียวกัน ในกลุ่มคนที่ผิวสีเดียวกัน ผู้หญิงก็กลายเป็นเบี้ยล่างของผู้ชาย (คุ้นๆ ไหม) ตัวละครของโฟล์คเนอร์ทำให้นักอ่านเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในคนที่ต้องแบกรับชะตากรรมอันเป็นผลจากสิ่งที่เลือกไม่ได้เพราะมันติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด นั่นคือ เพศและสีผิว

แต่ความท้าทายสำหรับนักอ่านรุ่นใหม่ที่จะหยิบหนังสือของโฟล์คเนอร์ขึ้นมาถือไว้ในมือ คือ ลีลาและภาษาในการเล่าเรื่อง ขนาดคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ยังต้องอ่านงานของเขาแต่ละเรื่องมากกว่าสองสามรอบ (โฟล์คเนอร์เคยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการอ่านงานของเขาว่า ถ้าอ่านสามรอบยังไม่เข้าใจ ก็ให้อ่านรอบที่สี่) แล้วนักอ่านไทยจะหมดกำลังใจก่อนไหม

 

 

 

 

ก็เหมือนที่มีคนบอกไว้ “หนังสือพาเราเข้าไปสู่สถานที่ที่เราไม่ต้องไปเห็นด้วยตาตนเองได้จริงๆ” แต่ละคนแม้จะเข้าไปในสถานที่เดียวกัน แต่เมื่อออกมาจากที่แห่งนั้น กลับเล่าเรื่องที่ไปเห็นได้ต่างกัน สุนันทา ผู้แปลให้ข้อเสนอว่าหากอ่านเพียงรอบเดียว เราอาจเห็นว่าการรู้จักโลกของโฟล์คเนอร์นั้น “ไม่เป็นเรื่อง” เหมือนที่ตัวละครในเรื่องสั้น “ความเป็นธรรม” จาก “กุหลาบแด่เอมิลี และเรื่องสั้นคัดสรรอื่นๆ” เล่าถึงความรู้สึกของตนเองในท้ายเรื่องเมื่อคุณปู่ถามว่า​

“หลานกับแซมคุยอะไรกัน”

“ไม่เป็นเรื่องครับ” ผมตอบ “เราคุยกันเฉยๆ”

แต่ก่อนจะตอบคำถามปู่ โฟล์คเนอร์บรรยายถึงความรู้สึกของ “ผม” ว่า

…ตอนนั้นผมอายุเพียงสิบสองขวบ และผมต้องรอจนกว่าจะผ่าน ทะลุ และพ้นแสงอัสดงอ้อยอิ่งไปแล้ว ผมถึงจะรู้ว่าตัวเองจะรู้ แต่ถึงตอนนั้น แซม ฟาเธอร์สก็คงตายไปแล้ว…

เพียงแค่ไม่กี่ประโยค ก็ทำให้เห็นแล้วว่าการอ่านโฟล์คเนอร์ในตอนแรกที่ดูเหมือนเป็นไปเพื่อ “คุยกันเฉยๆ” จาก “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” กลาย “เป็นเรื่องใหม่” และ “เป็นเรื่องยิ่งใหญ่” ขึ้นมาได้เมื่อเข้าใจโลก (หลังจากอ่านรอบที่สี่) หรือจะพูดให้ “เป็นเรื่องง่าย” ก็คือ งานโฟล์คเนอร์เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นการเติบโตทางความคิด เห็นขีดของวุฒิภาวะในตัวตนเราเอง จากเรื่องที่รู้แต่ไม่เข้าใจ ในวันหนึ่ง อาจเป็นเรื่องใหญ่ที่เราสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้เมื่อวัยเวลาเปลี่ยนผ่าน

และเมื่อเกิดความเข้าใจในโลก นักอ่านบางคนอาจอยากตั้งคำถามกับคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยว่า “มนุษย์คือผู้กำหนดชีวิตตนเอง” หลังจากเดินทางไปกับตัวหนังสือของโฟล์คเนอร์จน “ผ่าน ทะลุ พ้นแสงอัสดงอันอ้อยอิ่ง” มาแล้ว

 

 

ผลงานของ วิลเลียม โฟล์คเนอร์ ในฉบับแปลภาษาไทย: กว่าจะสิ้นลมหายใจความเดือดดาลในกระแสเสียงกุหลาบแด่เอมิลี และเรื่องสั้นคัดสรรอื่นๆ