โชคชะตาของต้นฉบับ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว”

เช้าวันหนึ่ง ในวัย 38 ปี กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นั่งลงหน้าเครื่องพิมพ์ดีดและเริ่มต้นพิมพ์ประโยคซึ่งจะได้รับการยกย่องว่าเป็นประโยคเปิดเรื่องคลาสสิกตลอดกาล พร้อมกับตั้งชื่อหนังสือว่า “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว”

ระหว่างที่เขียนหนังสือเล่มที่จะกลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงแห่งชีวิต กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ไม่มีรายได้จากทางใดเลย เขายังสงสัยไม่หายว่าตลอดเวลานั้น เมอร์ซิเดส ผู้เป็นภรรยาสามารถหาอาหารให้เขาและลูกอีกสองคนกินได้ทุกมื้อด้วยวิธีอะไร

นอกจากไม่มีรายได้ เขายังถูกกดดันจากนิสัยของตัวเองที่ชอบฉีกกระดาษทิ้งทันทีเมื่อพิมพ์ผิด ใช้คำผิด หรือเขียนผิดไวยากรณ์ ทำให้ต้องระมัดระวังในการเขียนมากขึ้น และคิดไว้ว่าตัวเองน่าจะเขียนจบได้ใน 6 เดือน แต่กลายเป็นว่าเขาใช้เวลาถึง 18 เดือนกว่าจะเขียนจบโดยไม่ได้หยุดเขียนเลยสักวัน

เมอร์ซิเดสเชื่อมั่นในตัวสามี เธอทำทุกอย่างที่ไม่ใช่การกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาจุนเจือครอบครัว และยืนยันกับเจ้าของบ้านเช่าด้วยน้ำเสียงที่ไม่หวาดหวั่นว่าจะคืนหนี้ค่าเช่าทั้งหมดใน 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลในยุคนั้น เจ้าของบ้านจึงยื่นคำขาดให้เธอจ่ายภายในวันที่ 7 กันยายน ปี 1966

ย่างเข้าเดือนสิงหาคม ปี 1966 มาร์เกซ ก็จบผลงานเล่มมาสเตอร์พีซของเขา และเตรียมต้นฉบับซึ่งหนา 590 หน้ากระดาษพิมพ์ดีดไปส่งที่ไปรษณีย์พร้อมภรรยา เมื่อชั่งน้ำหนักค่าส่งแล้ว เงินที่มีในกระเป๋าไม่พอ เมอร์ซิเดสจึงแบ่งต้นฉบับกระดาษออกเป็นสองกองเท่าๆ กัน และส่งกองหนึ่งไปให้สำนักพิมพ์ที่บัวโนสไอเรส มาร์เกซและภรรยามาพบทีหลังว่าปึกต้นฉบับที่ส่งไปให้สำนักพิมพ์นั้นเป็นท่อนหลังของนิยาย ขณะที่ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาส่งต้นฉบับอีกปึก ทางสำนักพิมพ์ก็ติดต่อกลับมาเพราะกระหายที่จะอ่านท่อนแรกของนิยาย และส่งค่าไปรษณีย์มาให้ล่วงหน้า ทำให้นิยายเล่มนี้ได้เกิดขึ้นมา

ถ้าสำนักพิมพ์ไม่ส่งค่าไปรษณีย์มาให้ เราอาจไม่มีโอกาสได้อ่านนวนิยายที่ดีที่สุดในโลก และไม่ได้หลงรัก “กาโบ” (ชื่อเล่นของมาร์เกซ) แล้วสิ

6 มีนาคม ครบรอบวันเกิดของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ หนึ่งในนักเขียนยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20 เราถือโอกาสนี้เปิดหน้าแรกของ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ออกมา และเริ่มต้นอ่านประโยคเปิดเรื่องคลาสสิกตลอดกาลอีกครั้ง

“หลายปีต่อมา เมื่อเขายืนอยู่หน้าแถวทหารผู้ทำหน้าที่ประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า พันเอกออเรลิยาโน บูเอนติยาหวนรำลึกไปถึงบ่ายวันหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว…”

 

Image: burnsiderarebooks.com