ฮัญจาผู้โดดเดี่ยวกับโลกของเครื่องอัดไฮดรอลิก

GUEST REVIEW by อิทธิพล จึงวัฒนาวงค์

เสียงเครื่องอัดไฮดรอลิกบดทับกระดาษนับร้อยแผ่นดังกึงก้องอยู่เบื้องล่าง มันไม่ได้อัดกระดาษเปล่าหรือกระดาษใช้แล้วที่แสนด้อยค่า หากแต่มันกำลังบดขยี้วรรณกรรมทรงคุณค่าของบรรณพิภพที่รังสรรค์โดยเหล่าปราชญ์แห่งยุคสมัยและยอดนักเขียนผู้เป็นตำนาน อ่า…คุณค่าของความรู้และมันสมองเมื่ออยู่ในดินแดนและห้วงเวลาผิดฝาผิดตัวแล้วย่อมกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ ที่ห้องบดอัดนี่เอง “ฮัญจา” ผู้โดดเดี่ยวทำหน้าที่พิฆาตกระดาษและน้ำหมึกทรงคุณค่ามายาวนานถึงสามสิบห้าปี สามสิบห้าปีที่มีแต่สมุด กระดาษ น้ำหมึก เครื่องอัด น้ำคร่ำชวนคลื่นเหียน และฝูงหนูผู้ไม่เคยหยุดแทะและกู่ก้อง สถานที่แห่งความโดดเดี่ยวของมนุษย์ผู้สุดท้ายไม่เหลือใครนอกจากห้องนอนเก่าๆ ที่พร้อมจะถล่มลงมาทับเขาจนถึงแก่ความตาย

เขาหลงรักกระดาษ น้ำหมึก และสันปกเหล่านั้น เขารักพวกมันอย่างไม่มีเงื่อนไข เขาแอบช่วยชีวิตพวกมันเหมือนดันเตผู้กระโจนลงสู่นรกภูมิเพื่อช่วยเหลือนางผู้เป็นที่รัก เขาซุกซ่อนวรรณกรรมและปรัชญาทรงคุณค่าไว้นับร้อยนับพันเล่ม และสุมพวกมันเอาไว้ในห้องหับอันคับแคบของตน

ชีวิตของฮัญจาช่างดูโศกานัก เขาเป็นชายนักประชดชีวิตอยู่ในที เขาไม่แยแสโลกภายนอกเท่าใดเมื่อรับหน้าที่บดอัดกระดาษยาวนานถึงสามสิบห้าปี ชีวิตของเขาผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลาจวบจนเมื่อรับหน้าที่บดอัดกระดาษที่ชีวิตของเขาหยุดนิ่ง และมันนิ่งเช่นนั้นถึงสามสิบห้าปี เขากลายเป็นคนด้อยค่าในสายตาเพื่อนร่วมงาน ยิ่งผู้เป็นนายด้วยแล้วเขากลายเป็นชีวิตที่น่าดูแคลนและน่าเตะให้พ้นทางเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง แต่ฮัญจาไม่แยแส เขายังคงทำหน้าที่บดอัดกระดาษต่อไปด้วยความผูกพันแสนพิสดาร เขาหลงรักกระดาษ น้ำหมึก และสันปกเหล่านั้น เขารักพวกมันอย่างไม่มีเงื่อนไข เขาแอบช่วยชีวิตพวกมันเหมือนดันเตผู้กระโจนลงสู่นรกภูมิเพื่อช่วยเหลือนางผู้เป็นที่รัก เขาซุกซ่อนวรรณกรรมและปรัชญาทรงคุณค่าไว้นับร้อยนับพันเล่ม และสุมพวกมันเอาไว้ในห้องหับอันคับแคบของตน เขาทำเช่นนี้อยู่สามสิบห้าปี เขาอ่านพวกมันและตระหนักถึงคุณค่าของพวกมัน ทว่า…เขามิอาจหยุดอาชญากรรมได้ มิหนำซ้ำเขาคือเพชฌฆาตเสียเอง นี่ช่างเล่นตลกหรือกระไรในโชคชะตา ชายผู้รักหนังสือกลับกลายเป็นเพชฌฆาตพวกมันเสียเอง นี่แลคือสภาวะจำยอม การจำยอมเพื่อดำรงตน เพื่อให้มีลมหายใจ และเพื่อได้ลิ้มรสเศษเหลือจากความเมตตาของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ฮัญจาไม่สนใจโลกรอบตัว แต่เขาเศร้าสลดเมื่อเห็นคนหนุ่มสาวผู้นำพากระแสแห่งโลกใบใหม่มาเยือน เขาเป็นเช่นคนเหล่านั้นไม่ได้ไม่ใช่เพราะเขาแก่ แต่เพราะพวกเขาเหมือนอยู่คนละโลก

ในกระแสน้ำเสียจากโรงงานที่นานๆ ทีมีปลาสีสวยว่ายวนงามตาฉันใด ในกระเเสเศษกระดาษขยะโสมมก็มีสันหนังสือหายากปรากฏตัวว่ายวนงามตาฉันนั้น

โลกเช่นใดหนอที่บดอัด ดึงทิ้ง และฉีกฆ่ากระดาษและน้ำหมึก โลกที่ละทิ้งความปราดเปรื่องของตัวอักษรและโยนเอาอุดมการณ์ไร้อารมณ์ใส่ลงไปในหัวคน ทำให้พวกเขากลายเป็นเครื่องจักรที่รู้แต่การตอบสนองต่อสิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ แต่นี่มิใช่อุดมการณ์ของนักสู้ มันคืออุดมการณ์ของเครื่องจักร เพราะเครื่องจักรจะขยับเมื่อกดปุ่ม ขอแค่กดปุ่มเท่านั้นมันจะทำตาม มันไม่อิดออดงอแง มันไม่ทำร้ายกลับผู้ควบคุมมัน เมื่อใดที่มันแข็งขืนขัดข้อ เมื่อนั้นตัวมันเองจักถูกทอดออกเป็นชิ้นๆ และเครื่องจักรตัวใหม่จักเข้ามาแทนที่ ฮัญจาทำหน้าที่ตามสั่งเหมือนเครื่องจักรในแง่นี้ แต่เขายังเหลือความเป็นคนและมนุษยธรรมเขาจึงช่วยชีวิตเจ้าพวกหนังสือผู้สิ้นหวัง แต่เขาไม่ใช่พระเจ้า ฮัญจาจึงทำได้แค่แอบซ่อนเหมือนหนูที่คอยวิ่งหลบแมว เคลื่อนตัวอย่างเงียบและแผ่วเบา วิ่งไปตามท่อระบายน้ำเพื่อแสวงหาเสบียงกรังให้อิ่มท้องและซุกซ่อนให้พ้นจากน้ำมือของเงาทะมึนที่สูงเทียมฟ้า

โลกของฮัญจาเสมือนโลกแห่งจินตนิยาย แต่ใช่แน่หรือ โลกไม่เคยประสบพบพานวันเวลาที่หนังสือและมันสมองผู้รังสรรค์อักษรก้องโลกกลายเป็นพิษร้ายของแผ่นดินหรือไร ลืมเรื่องของจิ๋นซีฮ่องเต้ผู้เผาบันทึกของอาณาจักรน้อยใหญ่ อำนาจน่าเกรงขามของศาสนาจักร หรือความเผด็จการของนาซีไปแล้วหรือไร ความคิดจากมุมที่แปลกแยกแค่คิดออกมาก็ผิดแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าหรอกหรือ ชีวิตมนุษย์หากไม่ได้เกิดมาเพื่อคิดและพูดในสิ่งที่คิด จะมีค่าอันใด มนุษย์จะแตกต่างจากเครื่องอัดไฮดรอลิกได้อย่างไรหากว่าทำได้แค่บดอัดตามสั่ง แต่สิ่งที่น่าประหวั่นที่สุดคือการสร้างเครื่องจักรรุ่นใหม่ในนามของอำนาจและความถูกต้อง เมื่อบรรดาครูนำพานักเรียนวัยเยาว์มาเยี่ยมเยียนโรงอัดกระดาษและชี้ชวนให้บรรดานักเรียนผู้เดียงสาฉีกทึ้งสมุดอันทรงคุณค่าเหล่านั้น นั่นคือความร้ายกาจและความเหี้ยมของมือที่ทรงอำนาจผู้บันดาลให้เด็กหนุ่มเด็กสาวเชื่อฟังตนแต่เพียงถ่ายเดียว หากแต่มือนั้นไม่ได้ถือปืนถือแส้ หากแต่กรอกหูด้วยคำหวานดุจน้ำผึ้งเคลือบยาพิษที่ออกฤทธิ์ล้างเนื้อชมพูอ่อนในกะโหลกให้ขาวโพลนก่อนเทหมึกสีดำเหมือนน้ำมันลงไปซ้ำเติม ไม่ช้าหนุ่มสาวเหล่านั้นจักกลายสภาพเป็นเครื่องจักรผู้ซื่อสัตย์ ติดแถบสัญลักษณ์ไว้บนอกประหนึ่งตราผลิตภัณฑ์สินค้าเกรดดี และออกเดินยาตราไปตามถนนหลวงเพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งอาณาจักรไร้สมอง

โลกของเครื่องอัดไฮดรอลิกไม่เคยตายหาย มันแค่หลบซ่อนรอคอยวันฟื้นคืนอยู่เสมอ ทุกหนทุกแห่งในโลกของมนุษย์ เครื่องอัดไฮดรอลิกยังเฝ้ารอคอยวันเวลาของมันเพื่อกลับมาบดขยี้อักษรซึ่งบรรจุความคิดของมนุษย์ผู้เปรื่องปราชญ์ เพียงแต่มันเปลี่ยนรูปร่างไปตามกาล จากเครื่องจักรขนาดใหญ่ยักษ์กลายเป็นอัลกอริทึมและระบบตัวเลขที่ซับซ้อน ระบบตรวจสอบตรวจตราที่รวดเร็วผ่านหน้าจอ และเจ้าหน้าที่ทั้งเครื่องแบบและไร้เครื่องแบบ และแม้เราจะเปลี่ยนจากการบรรจุอัดความคิดด้วยน้ำหมึกมาเป็นดิจิตัลบนหน้าจอสว่างตา แต่การไล่ล่าเพื่อบดอัดบดขยี้วรรณกรรมและความคิดยังวิ่งไล่ตามเป็นเงาเสมอ ในห้วงเวลาแห่งการบดขยี้ดังนี้ “ฮัญจา” คนใหม่อาจถือกำเนิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่บดอัดเศษซากของความคิดให้ป่นปี้เหมือนดังที่เคยเกิดขึ้นมาในห้องแห่งความโดดเดี่ยวจนเกินต้านทานกลางกรุงปรากเมื่อ 40 ปีที่แล้ว

 

เราจะเกษียณไปพร้อมกันเพราะกูจะทุบกระปุกซื้อเครื่องอัดนี้จากบริษัท กูจะเอามันไปติดตั้งที่บ้านและซุกมันไว้ท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าในสวนของลุงกู

“ความเปลี่ยวดายอันกึกก้องเกินต้าน” คืองานเขียนน่าฉงนสนเท่ห์ของนักเขียนเชกนามว่า “โบฮุมิล ฮราบัล” ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นนักวรรณกรรมผู้ยิ่งยงแห่งศตวรรษที่ยี่สิบคนหนึ่ง งานเขียนของเขาคือความแปลกใหม่สำหรับวรรณกรรมไทยด้วยสำนวนการเขียนที่ไร้ย่อหน้า เขาเขียนพรรณนายืดยาวเหมือนน้ำท่วมทุ่งที่เอ่อท้นไปตามใจปรารถนา หากแต่สำนวนภาษานั้นไม่ชวนให้น่าเบื่อ มันเหมือนเรารับฟังเสียงใครสักคนที่บ่นเป็นภาษาอันเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่ต้องปีนเขาหรือต้องบุกฝ่าไปถึงกรุงปรากหรือโมราเวียให้เปลืองค่าตั๋วเครื่องบิน ความดีความชอบนี้ย่อมเป็นของนักแปลผู้อุสาหะ “วริตตา ศรีรัตนา” และกองบรรณาธิการผู้อ่านตรวจทานสำนวน นี่คือวรรณกรรมที่แปลกใหม่แก่สังคมไทยโดยแท้ แม้วรรณกรรมนี้จะหาจุดสูงสุดของมันได้ยากเหลือทน แต่ความน่าสนใจใคร่รู้ที่บรรจุแน่นอยู่ภายในสำบัดสำนวนของนักบ่นอย่าง “ฮัญจา” นั้นชวนให้นึกถึงกรุงปรากภายใต้บรรยากาศสังคมนิยม ความดำทะมึนที่ดูวังเวงของฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวตัดสลับกับตึกรามบ้านช่องที่ดูเงียบเหงา บางทีกรุงปรากในวัยสังคมนิยมเมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อนอาจเป็นเช่นนั้น หากแต่วันนี้กรุงปรากได้เปลี่ยนไปมากแล้ว ถ้าฮัญจา หรือฮราบัลยังมีชีวิตอยู่และมองดูกรุงปรากในวันนี้ โลกของเครื่องอัดไฮดรอลิกอาจไม่เหมือนในวรรณกรรมก็ได้

วรรณกรรมเรื่องนี้ไม่ได้ชี้ชวนให้นึกถึงสาธารณรัฐเช็กเพียงอย่างเดียว สำหรับข้าพเจ้าแล้วมันชี้ชวนให้นึกถึงยุโรปตะวันออกอีกหลายประเทศ แต่ด้วยความที่ข้าพเจ้าเคยย่างกรายไปแค่สาธารณรัฐเช็กกับฮังการี ข้าพเจ้าจึงทำได้แค่ย้อนกลับไปยังวันวานที่เดินวนไปรอบกรุงปรากกับบูดาเปสต์ และเมื่ออ่านความเดียวดายของฮัญจาจบลง ข้าพเจ้ากลับนึกถึงบูดาเปสต์เสียมากกว่าเพราะบรรยากาศบ้านเมืองของบูดาและเปสต์ยังคงมีเค้าของความอึมครึมและเศร้าสร้อยเงียบเหงาเหมือนในกรุงปรากของฮัญจา วันวานแห่งสังคมนิยมที่กลืนกินความคิดของมนุษย์ถูกแทนที่ด้วยทุนนิยมที่ปล่อยให้มนุษย์บริโภคอย่างตะกละตะกลามแปรเปลี่ยนกรุงปรากให้กลายเป็นเมืองแห่งความเจริญหูเจริญตาขณะที่บูดาเปสต์ยังติดพันถึงอดีตจนไม่อาจสละความทรงจำ ได้แต่ทรมานตนเองใต้ร่มเงาของโลกใบใหม่อยู่ร่ำไป

สิ่งสุดท้ายที่จะลืมกล่าวถึงไม่ได้ในความโดดเดี่ยวอันยิ่งใหญ่ของฮัญจาคือโลกที่ดูดกลืนความคิดของมนุษย์ และความมืดที่ปิดปากปิดตาปิดสมองของมนุษย์ ฮัญจาคือบุรุษผู้อยู่ใกล้ชิดกับความมืดมิดนั้นและเขาทำตัวให้เหมือนเงาที่กลมกลืนกับความมืดมิด เหมือนเช่นมนุษย์เราทั้งหลายที่ต้องหลีกลี้หนีภัยจากความมืดมิดด้วยว่าชีวิตของเราสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด สำหรับผู้รักอุดมการณ์ยิ่งชีพแล้วความเงียบคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดและด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงส่งเสียงร้อง แต่สำหรับพวกเราผู้ขลาดกลัวแล้วความเงียบคือเหล็กแหลมทิ่มแทงใจคอยทรมานเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เหตุนั้น พวกเราแต่ละคนจึงมีเงาของฮัญจาอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย ต่อเมื่อใดวันใดที่เราสลัดเงาของเขาทิ้งไปเราอาจกลายเป็นคนอื่น คนที่ฮัญจาจะไม่มีวันได้เป็น พวกเราได้แต่หวังว่าวันนั้นจะมาถึง เพื่อที่ฮัญจาจะได้เป็นอิสระ และเขาอาจจะไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป

 

ความเปลี่ยวดายอันกึกก้องเกินต้าน โดย โบฮุมิล ฮราบัล, วริตตา ศรีรัตนา แปล, สำนักพิมพ์ Bookmoby Press