READRINK #13 — Fantastic Beasts and Where to Find Them

ช่วงเวลาบ่ายวันเสาร์อันร้อนระอุ การได้นั่งล้อมวงสนทนาหนังสือเรื่องโปรดพร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆ คงเป็นการหนีร้อนคลายทุกข์ได้ดีทีเดียว วงสนทนาหนังสือ Readrink ครั้งที่ 13 Fantastic Beasts and Where to Find Them สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ ครั้งนี้เราเหล่ามักเกิลไทย (Muggle ชื่อเรียกผู้ไร้ความสามารถทางเวทมนตร์ในซีรี่ย์ Harry Potter) หรือจะเรียกโนเมจไทยดีนะ (Nomag เป็นชื่อเรียก Muggle ฝั่ง America) ได้เดินทางท่องแดนอักษรสีดำและแดนมายาภาพยนตร์ไปยังโลกของผู้วิเศษ พร้อมละเลียดจิบบัตเตอร์เบียร์กลิ่นหอมหวนรสหวานละมุน

Fantastic Beasts and Where to Find Them หรือ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ แรกเริ่มเดิมทีเป็นหนังสือที่รวบรวมชนิดและข้อมูลของสัตว์มหัศจรรย์ในจักรวาล Harry Potter ที่เขียนโดยพ่อมด Newt Scamander และกลายเป็นตำราเรียนในฮอกวอตส์ ต่อมา J. K. Rowling ผู้ให้กำเนิดซีรี่ส์ Harry Potter ได้พัฒนาเรื่องราวเพิ่มจนกลายเป็นบทภาพยนตร์ ทำให้เธอได้แสดงความสามารถในฐานะนักเขียนบทภาพยนตร์และยังคงรักษาคำพูดของเธอที่ยืนยันว่าจะไม่เขียนหนังสือ Harry Potter ต่อไว้ด้วยอีกต่างหาก

 

สะพานเชื่อมต่อของยุคสมัย

การจะพูดถึง Fantastic Beasts and Where to Find Them โดยไม่พูดถึงปรากฏการณ์ Harry Potter ในยุคปลายทศวรรษ 1990 และยุคทศวรรษ 2000 คงเป็นการหยาบช้าอย่างที่สุด Harry Potter กลายเป็น Pop Culture หรือวัฒนธรรมสมัยนิยมที่ทั่วโลกมีร่วมกันระดับเดียวกับ Star Wars โดยเฉพาะกับคนที่เกิดยุค Millennials (มิลเลนเนียลส์ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1980-2004 โดยประมาณ) จะมีประสบการณ์ร่วมกับวัฒนธรรมพ่อมดแม่มด Harry Potter เป็นพิเศษ อาจด้วยตัวละครมีช่วงวัยไล่เลี่ยกับพวกเขา ตลอดระยะเวลา 11 ปี (1997-2007) ที่ตัวละครจากซีรี่ส์นี้เติบโตไปกับเด็กยุค Millennials ตัวละครเหล่านั้นไม่ใช่แค่ตัวละครสมมติแต่เป็นเพื่อนที่คอยให้กำลังใจพวกเขามาตลอด จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีปรากฏการณ์การต่อแถวยาวเหยียดเพื่อซื้อหนังสือภาคต่อของซีรี่ส์นี้ตั้งแต่เที่ยงคืนที่วางแผง (ชัดเจนมากในภาพยนตร์ Boyhood ที่ถ่ายทำ 12 ปีโดยเก็บภาพปรากฏการณ์ของช่วงปีที่ถ่ายทำเอาไว้ โดยในช่วงหนึ่งของภาพยนตร์จะเป็นฉากที่เด็กๆ ต่อแถวเพื่อซื้อ Harry Potter and the Half-Blood Prince)

ดังนั้นการมาของ Fantastic Beasts and Where to Find Them และ Harry Potter And The Cursed Child ในช่วงกลางทศวรรษ 2010 จึงเป็นการปลุกกระแสวัฒนธรรมโลกพ่อมดแม่มดขึ้นมาอีกครั้ง โดยตัวละคร Harry Potter ส่งช่วงต่อให้ Newt Scamander (รับบทโดย Eddie Redmayne) คงไม่มีรูปใดแสดงการส่งช่วงต่อได้ดีเท่ารูปที่แฟนอาร์ต (Fan-art) ชาวญี่ปุ่นวาดจน J. K. Rowling ถึงกับต้องออกมาทวีตชม

แฟนอาร์ตโดย @kirikawa_juu

 

J. K. Rowling ในฐานะนักวิจารณ์สังคม

เป็นที่รู้ดีกันว่า J. K. Rowling เป็นนักเขียนหนังสือสำหรับเยาวชนที่โด่งดังจากซีรี่ส์ Harry Potter แม้เธอพยายามจะฉีกภาพลักษณ์ของการเป็นนักเขียนหนังสือเด็ก ด้วยการออกผลงาน The Casual Vacancy หรือ เก้าอี้ว่าง ซึ่งเป็นนวนิยายที่วิพากษ์วิจารณ์สังคม ก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จมากนัก จนกระทั่งเธอได้เขียนบทภาพยนตร์ Fantastic Beasts and Where to Find Them แม้จะยังอิงแอบกับโลกพ่อมดแม่มดที่เธอสร้างขึ้น แต่ความพยายามในการวิพากษ์สังคมก็ประสบผลสำเร็จภายใต้ฉากหน้าของโลกเวทมนตร์ หากจัด Harry Potter เป็นวรรณกรรมเยาวชนแนว Coming-of-age หรือการก้าวพ้นช่วงวัย Fantastic Beasts and Where to Find Them ก็คงเป็นวรรณกรรมสะท้อนสังคมที่มีกลิ่นและรสของโลกเวทมนตร์

 

Fantastic Beasts and Where to Find Them ความวุ่นวายของโลกเวทมนตร์ที่ซ้อนทับกับโลกของมักเกิล/โนเมจ

ภาพยนตร์และบทภาพยนตร์ Fantastic Beasts and Where to Find Them ดำเนินเรื่องในสหรัฐอเมริกาช่วงยุคทศวรรษ 1920 อันเป็นยุคเฟื่องฟูของศิลปะแบบ Art Deco (หรือเรียกกันว่าศิลปะแบบ Gatsby ตามนวนิยายเรื่อง The Great Gatsby ของ F.Scott Fitzgerald) และแน่นอนว่าในยุคสมัยนี้อาการกลัวคนต่างชาติต่างถิ่นย่อมมีเป็นธรรมดาด้วยผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้มีผู้อพยพเข้ามาในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกันกับโลกเวทมนตร์ที่ซ้อนทับกันอยู่ซึ่งบรรดาพ่อมดแม่มดยังคงเห็นว่าการอาศัยร่วมกันกับสัตว์มหัศจรรย์ยังเป็นภัยอันตราย จนกระทั่ง Newt Scamander ได้จัดประเภทสัตว์มหัศจรรย์ร่วมกับกระทรวงเวทมนตร์แล้วความกลัวที่จะอาศัยร่วมกับสัตว์มหัศจรรย์เหล่านั้นจึงผ่อนคลายลง

ในวงสนทนาได้พูดถึงความเป็นไปได้ว่าสัตว์มหัศจรรย์ในเรื่อง อาจเป็นภาพสะท้อนของผู้ที่อพยพเข้ามาในสหรัฐอเมริกาในมิติของโลกเวทมนตร์ ด้วยทั้งผู้อพยพและสัตว์มหัศจรรย์ตกอยู่ในภาวะไม่ถูกยอมรับโดยชนกลุ่มใหญ่ของสังคม โดยสัตว์มหัศจรรย์ถูกทอนความเป็นมนุษย์และเสริมความแฟนตาซีลงไปอย่างแนบเนียนเพื่อนำเสนอปัญหาของผู้อพยพ และเป็นไปได้ว่า J. K. Rowling ทำไปเพื่อวิพากษ์สังคมอเมริกันในปัจจุบันที่กระแสอนุรักษ์นิยมขวาจัดนำโดยโดนัล ทรัมป์กำลังมาแรงสุดๆ มากกว่าการวิพากษ์สังคมอเมริกันในบริบททศวรรษ 1920

แม้ประเด็นเรื่องผู้อพยพและสัตว์มหัศจรรย์จะเป็นการนำเสนอปัญหาภาวะความเป็นคนนอกสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่มีมาตั้งแต่ใน Harry Potter ผ่านตัว Harry ที่เป็นคนนอกครอบครัว Dursley และอาศัยในห้องใต้บันได หรือกลุ่มผู้วิเศษเลือดผสมที่ถูกดูแคลนจากพวกเลือดบริสุทธิ์ว่าเป็นพวกเลือดสีโคลน ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความเป็นนอกที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม แต่ประเด็นคนนอกหรือความเป็นอื่นในสังคมนี้ไม่เคยแสดงให้เห็นชัดเจนเท่าใน Fantastic Beasts and Where to Find Them ผ่านตัวละคร Credence (รับบทโดย Ezra Miller) ผู้ตกอยู่ในฐานะคนนอกจากทั้งฝั่งมักเกิล/โนเมจ(เป็นผู้มีความสามารถทางเวทมนตร์) และฝั่งพ่อมดแม่มดเอง ด้วยฐานะของการเป็น Obscurial หรือพลังมืดที่ถูกเก็บกดจนระเบิดออกมาเป็นเวทมนตร์ที่ก่ออันตรายได้ ทำให้ผู้เป็น Obscurial จึงถูกตามล่าและกำจัดทิ้งจากบรรดาคนร่วมโลกเวทมนตร์ด้วยกันเอง Credence จึงเป็นตัวแทนของคนนอกในสังคมที่ถูกสังคมผลักไสไล่ส่ง และเราไม่ว่าจะด้วยฐานะผู้วิเศษ มักเกิล/โนเมจก็ควรจะยื่นมือไปทำความรู้จักกับพวกเขาเหล่าคนนอก ดังเช่นที่ Newt Scamander จัดประเภทสัตว์มหัศจรรย์จนสามารถอาศัยร่วมกันได้

 

 

Feminist ในจักรวาล Harry Potter

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Harry Potter มีแนวโน้มสนับสนุนกระแส Feminism หรือคติสตรีนิยมที่ส่งเสริมฐานะของผู้หญิงในทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ โดยสร้างภาพลักษณ์ให้ผู้หญิงเก่งและฉลาดเห็นได้ชัดจากตัวละครเอกหญิง Hermione Granger ที่ว่ากันว่าถอดความเก่งและฉลาดมาจาก J. K. Rowling ผู้เขียนเอง และยังเป็นฐานรากให้ Emma Watson นักแสดงบท Hermione Granger ได้สร้างตัวตนในฐานะ Feminist คนหนึ่ง ส่วนใน Fantastic Beasts and Where to Find Them การสนับสนุนเชิง Feminism ก็ยังคงปรากฏผ่านตัวละครเอกหญิง Tina (รับบทโดย Katherine Waterston) และฐานะของ Seraphina (รับบทโดย Carmen Ejogo) ผู้นำสภาคองเกสเวทมนตร์ก็ยังเป็นผู้หญิงผิวดำอีกต่างหาก แต่กระนั้นก็น่าแปลกใจว่าทำไมคติสาวผมบลอนด์ในโลกภาพยนตร์ที่ต้องรุ่มรวยเสน่ห์ยังถูกนำมาใช้กับตัวละคร Queenie (รับบทโดย Alison Sudol) อาจเป็นได้ว่าแม้ในปัจจุบันภาพลักษณ์ของผู้หญิงต้องเก่งและฉลาด แต่ความงามก็ยังเป็นอาวุธอันร้ายกาจของผู้หญิงอยู่ดี
แรงบันดาลใจยามจนตรอกของ J. K. Rowling

J. K. Rowling เป็นนักเขียนที่ได้แรงบันดาลจากภาวะจนตรอกที่สุด ในขณะที่เธอเป็น Single Mom และรับเงินสงเคราะห์เพื่อยังชีพ ในภาวะที่จนตรอกถึงขีดสุดก็เป็นช่วงเวลาที่เธอเกิดภาวะ Epiphany (ศัพท์ทางวรรณกรรมใช้ในความหมายการหยั่งรู้ฉับพลัน) หรือการค้นพบอย่างแจ่มแจ้งว่าเธอต้องทำสิ่งที่เธอสามารถทำได้ให้ดีที่สุด นั่นคือการเขียน เขียนและสร้างเรื่องราวขึ้นใหม่จากบรรดาหนังสือที่เธออ่านและวรรณคดีคลาสสิคที่เธอเรียน จนในที่สุดเธอก็กลายเป็นนักเขียนที่ทรงอิทธิพลผู้สร้างวัฒนธรรมร่วมสมัยขึ้นมาใหม่

 

 

ผลกระทบสู่มักเกิลไทย

นับตั้งแต่ที่ Harry Potter เล่ม 1 ได้รับการแปลไทยและตีพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ.2543 โลกของเหล่าพ่อมดแม่มดได้เข้ามาส่งอิทธิพลกับมักเกิลไทยอย่างมหาศาล ในแง่มุมของมักเกิลนักอ่าน Harry Potter เป็นหนังสือในดวงใจ หรืออาจเป็นหนังสือเล่มแรกที่หยิบขึ้นอ่านจนพัฒนาเป็นมักเกิลหนอนหนังสือ หรือเป็นแรงบันดาลในการฝึกภาษาอังกฤษ หรืออาจเป็นแรงบันดาลใจให้ใฝ่เรียนยิ่งขึ้นเหมือน Hermione Granger จากมักเกิลนักอ่านก็ขยายไปสู่คอมมูนิตีมักเกิลบนเว็บบอร์ดในชื่อ มักเกิลไทย และมักเกิลวี และขยายสาขาสู่ Facebook ในปัจจุบัน

ในบรรดามักเกิลนักอ่านบางส่วนก็กลายพันธุ์เป็นมักเกิลนักเขียนทั้งแฟนฟิคชั่น (Fan-fiction) แฟนอาร์ต (Fan-art) และเป็นนักเขียนนวนิยายแฟนตาซีสายพันธุ์ไทยซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วงกลางทศวรรษ 2540 Harry Potter แทบจะเป็นต้นแบบและตัวจุดไฟสร้างสรรค์ของวงการแฟนตาซีในประเทศไทย

แล้วในส่วนของมักเกิลสำนักพิมพ์ ก็เกิดปรากฏการณ์นำวรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซีเรื่องต่างๆมาตีพิมพ์อาทิเช่น The Chronicle of Narnia (ตำนานแห่งนาร์เนีย) The Lord of the Rings รวมทั้งวรรณกรรมแนวอื่นๆ ทั้ง Chick lit (นวนิยายสำหรับผู้หญิง) J-lit (นวนิยายแปลญี่ปุ่น) เป็นต้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้มีการจัดการค่าลิขสิทธิ์เป็นระเบียบมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าการมาของ Harry Potter ได้นำพายุคทองของวงการสื่อสิ่งพิมพ์มาด้วย อันเห็นได้จากการ Pre-order หนังสือ Harry Potter เล่มต่อที่ร้านหนังสือชั้นนำเป็นครั้งแรกในเมืองไทย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสนทนาอย่างเป็นกันเองกับ Book Club Readrink สนทนาวรรณกรรมพลางจิบเครื่องดื่มไปพลางที่ The Reading Room ห้องสมุดสาธารณะย่านสีลมเป็นประจำทุกเดือน

 

 

หมายเหตุ:

  • คอมมูนิตีมักเกิลชาวไทยรวมกลุ่มอยู่ที่เว็บไซต์มักเกิลไทย (http://mugglethai.com, https://www.facebook.com/mugglethai.mt/)
  • มักเกิลวี (https://www.muggle-v.com/, https://www.facebook.com/mugglev/)

อ้างอิง

  • Imdb. Boyhood (2014). Accessed Mar 2017 (http://www.imdb.com/title/tt1065073/?ref_=nv_sr_1)
  • Imdb. Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016) Full Cast & Crew. Accessed Mar 2017 (http://www.imdb.com/title/tt3183660/fullcredits?ref_=tt_cl_sm#cast)
  • Literary terms. Epiphany. Accessed Mar 2017 (https://literaryterms.net/epiphany/)
  • McGee, Oona. (Nov 28, 2016). “Japanese fan blown away by J.K. Rowling’s reaction to his Harry Potter/Fantastic Beasts drawing” Rocket News 24. Accessed Mar 2017 (http://en.rocketnews24.com/2016/11/28/japanese-artist-blown-away-by-j-k-rowlings-reaction-to-his-harry-potterfantastic-beasts-fan-art/)
  • Wikipedia. Art Deco. Accessed Mar 2017 (https://en.wikipedia.org/wiki/Art_Deco)
  • Wikipedia. Chick lit. Accessed Mar 2017 (https://en.wikipedia.org/wiki/Chick_lit)
  • Wikipedia. Feminism. Accessed Mar 2017 (https://en.wikipedia.org/wiki/Feminism)
  • Wikipedia. J. K. Rowling. Accessed Mar 2017 (https://en.wikipedia.org/wiki/J._K._Rowling)
  • Wikipedia. Millennials. Accessed Mar 2017 (https://en.wikipedia.org/wiki/Millennials)
  • Wikipedia. Popular culture. Accessed Mar 2017 (https://en.wikipedia.org/wiki/Popular_culture)
  • พรรณิการ์ วานิช. (19 พฤษภาคม 2013). “Gatsby ยุคแห่งเสรี ดนตรีแจ๊ส และเฟมินิสต์” VOICE TV. สืบค้นเมื่อมีนาคม 2017. (http://news.voicetv.co.th/global/70264.html)
  • มักเกิลวี. “Thai Cover – แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ปกภาษาไทย” มักเกิลวี. สืบค้นเมื่อมีนาคม 2017. (https://www.muggle-v.com/9655)