ประเทศที่เจริญแล้วล้วนต้องมีอาชญนิยาย

เมื่อเอ่ยถึง เอโดะงาวะ รัมโป นักอ่านรุ่นเยาว์ที่ชอบอ่านงานสืบสวนจะนึกถึงชมรมเด็กชายนักสืบ ส่วนรุ่นใหญ่ก็จะนึกถึงเรื่องสยองขวัญแปลกประหลาด

รัมโป เป็นนักเขียนที่ผลิตงานแนวสืบสวนสอบสวนที่สำคัญยิ่งคนหนึ่งของญี่ปุ่น ได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ด้านนวนิยายแนวรหัสคดี แบบเดียวกับที่ เอ็ดการ์ แอลลัน โพ เป็นที่รู้จักของโลกตะวันตก

พอรู้ข่าวว่าสำนักพิมพ์ JLIT นำผลงานชื่อดังของเขามาแปลเป็นไทย และออกวางขายพร้อมกันทีเดียวสองเล่ม เหล่าคนรักรัมโปไม่ว่ารุ่นไหนย่อมตื่นเต้นและพากันรอคอยที่จะได้อ่านและสะสมงานของเขา

นอกจากเนื้อหาของนวนิยายจะสนุกครบรสตามสไตล์รัมโป ใครที่ได้อ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้จะถูกกระตุ้นให้เห็นมุมมองการตีความอีกด้านจากสำนักพิมพ์ จนเกิดการตั้งคำถามมากมายในหมู่แฟนคลับว่า “ความวาย” เกี่ยวอะไรกับรัมโป สำนักพิมพ์กำลังทำการตลาดเพื่อจะโปรโมทหนังสือไม่ตรงกลุ่มคนอ่านหรือเปล่า

มาลองอ่านความคิดของ อรรถ บุนนาค ผู้แปลผลงานชุดยอดนักสืบ อาเคจิ โคโกะโร ตอน ฆาตกรรมบนเนิน D และ พรพิรุณ กิจสมเจตน์ ผู้แปลตอน ดวงดาวแห่งเงามืด ว่าทั้งคู่คารวะและนับถือรัมโปในแบบไหน อย่างไร

เมื่อได้ยินชื่อ เอโดะงาวะ รัมโป เราจะนึกถึงงานเขียนแบบไหน

อรรถ: เราก็จะนึกถึงงานแนวสืบสวนสอบสวน สยดสยอง น่าขยะแขยง ความวิตถารทั้งหมดทั้งมวล  อะไรก็ตามที่อยู่นอกนอร์มคือสิ่งที่อยู่ในงานของรัมโป ในงานของรัมโปจะมีกลิ่นของงานตะวันตกอย่าง เอ็ดการ์ แอลลัน โพ อยู่ด้วย มันเป็นความแปลกใหม่ในยุคนั้นซึ่งไม่มีนวนิยายสืบสวนสอบสวนที่มาจากนักเขียนญี่ปุ่น เลยทำให้งานของรัมโปเป็นที่นิยมอย่างสูง

ผลงานที่ถือเป็นซิคเนเจอร์ของรัมโปคือ “นักเดินเล่นใต้หลังคา” ที่อยู่ในเล่ม ฆาตกรรมบนเนิน D  เมื่อมีการนำไปทำละครหรือการ์ตูนในเวลาต่อมาก็นำเรื่องนี้ไปผสมกับผลงานเรื่องอื่นของรัมโป เช่น มีฉากที่มีคนหลบอยู่ใต้หลังคาเพื่อแอบดูภรรยาเจ้าของร้านหนังสือเก่า ดังนั้นจะเห็นว่ามันมีความลื่นไหลอยู่ในงานของรัมโป หยิบจับมาทำอะไรได้เยอะกว่าเรื่องที่เป็นวรรณกรรมบริสุทธิ์

นอกจากนี้เอโดะงาวะ รัมโปยังมีอิทธิพลต่อซับคัลเจอร์ในญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ให้กับแวดวงวรรณกรรมโดยเฉพาะนวนิยายลึกลับสืบสวน มีคำพูดหนึ่งในวงการวรรณกรรมว่าประเทศที่เจริญแล้วต้องมีอาชญนิยายผลงานของรัมโปจึงเป็นเหมือนตัวชี้วัดความเจริญของประเทศญี่ปุ่นไปโดยปริยาย เพราะเมื่อคนมีกินมีใช้ ก็จะอ่านเรื่องบันเทิง งานตลาด เรื่องไร้สาระ เรื่องสืบสวนสอบสวน ที่ไม่ใช่งานประเภทค้นหาตัวเองหรือต่อสู้กับปมขัดแย้งในจิตใจ

ท่ามกลางความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม งานของรัมโปจึงจัดเป็นวรรณกรรมในแบบโลว์คัลเจอร์ หรือเป็นงานตลาดที่ให้ความสนุกบันเทิง และโด่งดังอย่างยาวนาน

พรพิรุณ: งานของรัมโปเป็นเสมือนตัวแทนของกระแสสังคมในยุคนั้นที่เรียกว่า เอโระ กุโระ น็อนเซนส์ (Erotic Grotesque Nonsense) ซึ่งแปลได้ตามความหมายของแต่ละคำเลย นั่นคือเป็นงานที่เกิดในยุคที่คนญี่ปุ่นแสวงหาความแปลกแหวกแนวยิ่งพิสดารก็ยิ่งชอบ ในช่วงนั้นผู้คนอยู่ดีมีสุขไม่อดอยากแร้นแค้นจึงต้องการหาความรื่นรมย์บันเทิงอื่นๆให้ชีวิต งานของรัมโปจึงตอบโจทย์เป็นอย่างมากเพราะเป็นงานแมสที่ลงในนิตยสารให้คนประเภทที่ไปเที่ยวกลางคืนตามไนต์คลับ คาบาเร่ รวมถึงคนทั่วไปได้อ่าน หรือแม้กระทั่งเด็กๆ ก็ยังมีงานชุด ขบวนการนักสืบรุ่นจิ๋ว ให้ติดตาม

อีกทั้งคำว่าอาชญนิยายก็เป็นสิ่งใหม่มากในสังคมและแวดวงงานเขียนของญี่ปุ่นยุคนั้น รัมโปจึงไม่ได้เป็นแค่ผู้ริเริ่มผลงานแนวนี้แต่ยังเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนรุ่นต่อๆ มา อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมนักเขียนอาชญนิยายซึ่งมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดนักเขียนรุ่นใหม่ๆ ที่อยากจะเขียนผลงานแนวนี้ในยุคต่อๆ มาด้วย

รัมโปมีความสนใจในอาชญนิยายมานานมากแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะสิ้นหวังกับวงการน้ำหมึกของญี่ปุ่นที่สมัยนั้นผู้คนมุ่งให้ความสนใจวรรณกรรมบริสุทธิ์กันหมด ไม่มีพื้นที่ให้ตัวเขาซึ่งชื่นชอบงานแนวสืบสวนสอบสวนมาก นักเขียนคนโปรดและเจ้าของผลงานที่ทำให้เขาสนใจจนกระทั่งผันตัวมาเป็นนักเขียนนวนิยายก็คือ เอ็ดการ์ แอลลัน โพ ซึ่งนามปากกาของรัมโปเองก็เลียนแบบมาจากชื่อของโพ โดยออกเสียงให้เป็นภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นจึงเป็น เอโดะงาวะ รัมโป

รัมโปยังเคยปรารภว่าถ้าตัวเขาใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเจ้าของภาษา เขามั่นใจว่าขาสามารถแต่งนิยายแนวสืบสวนสอบสวนให้คนอ่านทั่วโลกอ่านได้ เขาเคยถึงกับคิดว่าวันหนึ่งจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเป็นนักเขียนนวนิยายแนวนี้ แต่ก็ต้องพับโครงการไปเพราะปัญหาด้านทุนทรัพย์

ประเทศญี่ปุ่นในยุคนั้นแม้จะมีอาชญนิยายให้ได้อ่านกัน แต่ก็ล้วนเป็นผลงานแปลมาจากตะวันตก จนมาวันหนึ่งนิตยสาร ชินเซเน็น ได้รวบรวมเอาผลงานแนวอาชญนิยายจากต่างประเทศมาแปลรวมไว้ในเล่ม รัมโปจึงสบโอกาสใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลานานส่งผลงานลงนิตยสารฉบับนี้ เส้นทางนักเขียนนวนิยายแนวสืบสวนสอบสวนของรัมโปจึงเริ่มขึ้นในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

เหตุผลที่เลือกทำงานของ ดะไซ โอซามุ นัตซึเมะ โซเซกิ และ เอโดะงาวะ รัมโป

อรรถ: เพราะความชอบ ชอบงานของ นัตซึเมะ โซเซกิ ที่ทำให้เห็นความโมเดิร์นไนเซชั่นของยุคนั้นเห็นภาพการกลายเป็นเมืองในยุคก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่ชัดเจน

พรพิรุณ: ชอบงานของ ดะไซ โอซามุ ในความดราม่าของชีวิตและทั้งคู่ก็ชอบงานของรัมโปเหมือนกันตรงความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

อรรถ: อยากจะแปลงานของรัมโปมานานแล้ว เราทั้งสองคนคลุกคลีกับซีรีส์ คินดะอิจิยอดนักสืบ มาอย่างยาวนาน เป็นคนเลือกซีรีส์เรื่องนี้เข้ามาแปลสมัยที่อยู่สำนักพิมพ์เจบุ๊ค และพรพิรุณเป็นผู้รับดูแลซีรีส์นี้ต่อในฐานะบก.ฝ่ายญี่ปุ่นของสำนักพิมพ์บลิส  และทาเลนต์วัน

พรพิรุณ: ถ้ามีคินดะอิจิแล้ว ทำไมถึงจะไม่มีอาเคจิ โคโกะโร ทั้งๆ ที่งานของรัมโปก็เป็นแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลกับงานสืบสวนสอบสวนในยุคนั้นจนถึงปัจจุบัน อย่างใน ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ชื่อเอโดะงาวะ โคนัน หรือโมริ โคโกะโร ก็มาจากชื่อของเอโดะงาวะ รัมโป กับ อาเคจิ โคโกะโร แต่ในตอนนั้นจังหวะและปัจจัยหลายอย่างยังไม่อำนวย จนเมื่อได้มาทำสำนักพิมพ์ของตัวเองจึงได้นำเอาผลงานชุดนี้มาแปลเพื่อให้นักอ่านชาวไทยได้ทำความรู้จักกับยอดนักสืบ อาเคจิ โคโกะโร บ้าง

หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า คินดะอิจิยอดนักสืบ กับ อาเคจิ โคโกะโร เป็นผลงานในยุคเดียวกัน

พรพิรุณ: ตอนที่จะตั้งสมาคมนักเขียนอาชญนิยาย รัมโปได้ส่งจดหมายไปหาเพื่อนนักเขียนอย่าง โยโคมิโซะ เซชิ ผู้เขียนคินดะอิจิยอดนักสืบว่าเขากำลังจะตั้งสมาคมดังกล่าวให้เตรียมตัวเข้าร่วมด้วย

อรรถ: ทั้งสองคนเป็นมิตรที่ดีต่อกัน โยโคมิโซะ เซชิ เองก็ยังเคยปรึกษาเรื่องพล็อตกับรัมโปด้วยซ้ำ เคยบอกด้วยว่าคินดะอิจินั้นเกิดขึ้นได้เพราะอิทธิพลจากงานเขียนของรัมโปอย่าง อาเคจิ โคโกะโร

พรพิรุณ: โยโคมิโซะ เซชิ เขียนผลงานซึ่งเป็นคดีแรกของคินดะอิจิชื่อว่า Honjin satsujin jiken หรือคดีฆาตกรรมในโรงแรมเป็นเรื่องแรกให้กับนิตยสารชื่อโฮเซกิที่รัมโปทำงานเบื้องหลังให้ รัมโปนั้นถึงกับสรรเสริญว่าผลงานเรื่องนี้ของโยโคมิโซะเซชิคือสุดยอดและจุดประกายให้มีคดีลำดับต่อมาของคินดะอิจิในเวลาต่อมา

รัมโปพยายามทำทุกอย่างเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับคำว่าอาชญนิยาย ถึงขั้นเดินทางไปบรรยายในที่ต่างๆ ให้กับผู้คนที่อ่านงานของเขาแล้วยังอาจจะงงๆ ว่ามันคืออะไร เพื่อให้รู้จักอาชญนิยายมากขึ้น เหมือนเป็นการเปิดศักราชใหม่ของวงการนวนิยายญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

งานของรัมโปสะท้อนชีวิตและประสบการณ์ของรัมโปหรือไม่

อรรถ: เรื่อง “นักเดินเล่นใต้หลังคา” เป็นอะไรที่มีความเป็นรัมโปอยู่เยอะมากเพราะตัวละครในตอนนั้นเป็นผู้ที่หลงใหลในนวนิยายลึกลับสืบสวนสอบสวนชอบวิเคราะห์ไขคดีแปลกใหม่ไม่เหมือนใครชอบทดลองชอบพิสูจน์ถึงขนาดขึ้นไปบนเพดานเพื่อดูว่าใต้หลังคานั้นเป็นอย่างไรตอนหนึ่งที่เขียนถึงตัวละครซึ่งเข้าไปนอนในตู้ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ในวัยเยาว์ขณะนั่งเล่นอยู่ในห้องมืดสลัวแล้วมีแสงส่องลงมาจากรูบนหลังคาซึ่งทำให้เขารู้สึกว่ามันช่างน่าตื่นเต้นและสร้างความระทึกหวาดหวั่นไปพร้อมๆ กัน

ส่วนในเรื่องแง่คิดหรือการสะท้อนสังคมก็คงเป็นอย่างที่ปรากฏอยู่ในนวนิยายชุดนี้คือทำให้เราเห็นภาพของประเทศญี่ปุ่นในยุคที่วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลในหลายๆ ด้านคดีฆาตกรรมอันพิลึกพิลั่นสามารถสร้างความบันเทิงเติมเต็มความต้องการของคนในยุคนั้นที่อยากแสวงหาความพิสดารแปลกใหม่ให้ชีวิตได้งานของรัมโปจึงให้ความบันเทิงและความสนุกสนานแก่ผู้อ่านทุกยุคทุกสมัย

อิทธิพลของรัมโปที่มีต่อป๊อปคัลเจอร์ในปัจจุบัน

อรรถ: เพราะผลงานของรัมโปมีการผลิตซ้ำได้เยอะ ทั้งในแง่มุมต่างๆ และความลึกลับที่แม้จะรับเอาวัฒนธรรมของตะวันตกมา แต่ก็สามารถใส่กลิ่น ใส่รส ทำให้กลายเป็นออริจินัลของญี่ปุ่นได้ จนเป็นการสร้างมาตรฐานบางอย่างว่านี่คือนวนิยายลึกลับ สืบสวนสอบสวน สยองขวัญของญี่ปุ่น ดังที่เราเห็นว่ามีการอ้างอิงผลงานของเขาในงานสืบสวนสอบสวนยุคต่อๆ มา

ความ “วายในผลงานของ เอโดะงาวะ รัมโป

อรรถ: เรื่องนี้ถือว่ารวมอยู่ในความวิตถารหรือสิ่งที่อยู่นอกนอร์มในยุคสมัยนั้น ความวายหรือเกย์สำหรับยุคนั้นคือหนึ่งในเรื่องผิดแปลกไปจากกรอบของสังคม  หลังสมัยใหม่ที่ได้รับเอาวัฒนธรรมวิกตอเรียนของอังกฤษมา  ทั้งที่ในยุคสมัยก่อนหน้านั้นของญี่ปุ่นอย่างเอโดะซึ่งเป็นยุควัฒนธรรมกฎุมพีรุ่งเรืองนั้นเรื่องเกย์เป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมประชานิยม รัมโปคงจะได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในยุคก่อนหน้านั้นมาด้วยดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้กลิ่นอายของความวายในงานของเขาอยู่ไม่มากก็น้อย แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่สำนักพิมพ์หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะเห็นว่างานเขียนแนววายกำลังอยู่ในกระแส สิ่งนี้มีอยู่ในผลงานของรัมโปมาแต่เดิม ไม่ใช่แค่เราเท่านั้นที่เห็นพื้นที่จิ้นในผลงานของเขาแม้แต่นักอ่านญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกเช่นกัน

พรพิรุณ: มีคนพูดทำนองว่าการที่บอกว่างานรัมโปมีกลิ่นของความวายนั้นเป็นการไม่ให้เกียรติงานของเขา ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจมาก เพราะรัมโปใฝ่รู้และค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับรักร่วมเพศอย่างจริงจังร่วมกับนักเขียนอีกท่านคือ อิวาตะ จุนอิจิ ซึ่งเป็นผู้วาดภาพประกอบให้นวนิยายของรัมโปด้วย จึงไม่เป็นการกล่าวเกินเลยที่จะบอกว่ารัมโปเจตนาใส่กลิ่นอายนี้ลงในผลงาน และดังได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่ามีนักอ่านจำนวนไม่น้อยที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายนี้ สิ่งที่เราบอกจึงเป็น fact ไม่ใช่การวิพากษ์โดยไร้ที่มาที่ไปแต่อย่างใด

รัมโปเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรบ้าง ทั้งในเรื่องส่วนตัวและผลงาน

พรพิรุณ:ในความโด่งดังจากแนวการเขียนที่แปลกแหวกแนวอย่างไม่มีใครเคยทำมาก่อนในยุคนั้นก็ทำให้เกิดผลในแง่ลบต่อตัวของรัมโปเช่นกันเมื่อผู้คนเริ่มกล่าวหาไปต่างๆ นานา เช่น เล่าลือกันว่าเขามีรสนิยมรักร่วมเพศ นั่งเขียนนิยายในห้องมืดๆ เปิดไฟสีแดงมีหัวศีรษะมนุษย์วางประดับ แต่ที่หนักหนาสุดเห็นจะเป็นคดีฆ่าหั่นศพที่โด่งดังมากในยุคนั้น ถึงกับมีคนแจ้งข้อมูลไปยังตำรวจว่ารัมโปคือคนร้ายของคดี ข่าวลือที่ไม่มีมูลถูกแต่งเติมจนเริ่มบานปลาย จนกระทั่งรัมโปก็รู้สึกแย่จนถึงขั้นหยุดเขียนงานไประยะหนึ่งและผันตัวมาอยู่เบื้องหลังในที่สุด

อีกเรื่องก็คงจะเป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์ว่างานของเขาเป็นวรรณกรรมหรือไม่ ดังที่ได้บอกไปแล้วว่างานของรัมโปเป็นงานแมส เน้นกลุ่มคนอ่านกว้างหรือที่เรียกว่าเป็นงานตลาด เราจึงได้ตั้งคำถามว่า แล้วงานที่อ่านสนุก อ่านเอามันเพื่อความบันเทิงไม่ใช่พันธกิจของงานวรรณกรรมหรอกหรือ เพราะวรรณกรรมก็คือเรื่องแต่ง คือฟิคชั่น

อรรถ: หากจะวิพากษ์กันเรื่องนี้ ก็ต้องถกกันก่อนว่าวรรณคดีและวรรณกรรมแตกต่างกันอย่างไร และต้องย้อนถามด้วยว่าในทัศนะของผู้อ่านนั้นสิ่งที่เรียกว่าวรรณกรรมคืออะไร  สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถกเถียงในการนิยามหาพื้นที่อยู่ในวงวิชาการทั่วโลก  แต่เมืองไทยก็ยังคงไม่มีใครกล้าแตะประเด็นนี้นัก  เห็นบ้างในงานเขียนของนักวิชาการหัวก้าวหน้า

ผู้อ่านจะคาดหวังสิ่งใดจากผลงานของรัมโปได้บ้าง

พรพิรุณ: แล้วตอนที่อ่านงานชุดคินดะอิจิเราคาดหวังอะไร มันก็เป็นเรื่องการไขคดี การเปิดเผยตัวคนร้ายว่าใครฆ่าใคร งานของรัมโปก็เป็นเช่นนั้น เป็นงานแมสเล่มแรกที่สำนักพิมพ์หยิบยกมาแปลด้วยเหตุผลว่ามันก็จัดเป็นวรรณกรรมคลาสสิค วรรณกรรมคลาสสิคคงไม่ได้หมายถึงแค่วรรณกรรมบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงผลงานอื่นๆ ที่สร้างความสนุกสนาน ความบันเทิงให้นักอ่านอีกด้วย ดังนั้นสิ่งที่นักอ่านจะได้รับอย่างแน่นอนก็คือความสนุก ระทึกตื่นเต้น และน่าติดตาม

วรรณกรรมคลาสสิคคืออะไร?

พรพิรุณ:  เป็นผลงานที่อยู่มาอย่างยาวนาน มีการทำซ้ำ มีการกล่าวขวัญถึงและส่งต่อรุ่นสู่รุ่นของนักอ่าน ไม่ว่าจะเป็นผลงานแนวใดก็ตาม หากเป็นอย่างที่กล่าวมาก็ถือว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิคทั้งสิ้น

จุดหนึ่งที่ทำให้งานชุดนี้เด่นสะดุดตาเป็นอย่างมากนั่นก็คือภาพปกที่สวยงามและมีกลิ่นอายวายค่อนข้างมาก

พรพิรุณ: แต่เดิมทางสำนักพิมพ์ตั้งใจทำปกเรียบง่ายอย่างที่เห็นด้านใน ต่อมาได้รับฟีดแบ็กจากนักอ่านอีกกลุ่มว่าอยากเห็นปกในรูปแบบสไตล์มังงะ ซึ่งตอนนั้นงบประมาณของทางสำนักพิมพ์มีจำกัดมากจึงไม่สามารถทำได้ แต่ด้วยความที่อยากจะตอบสนองความต้องการของนักอ่าน จึงได้ไปขอความอนุเคราะห์จากสปอนเซอร์ ซึ่งก็ได้โก๋แก่มาช่วยซัพพอร์ต จึงได้ปกแจ็คเก็ตเป็นภาพวาดสไตล์มังงะสำหรับผลงานของสำนักพิมพ์อย่างที่เห็น ซึ่งแจ๊กเก็ตที่ออกมาก็ดีงามมาก เพราะนักวาดใส่ใจในรายละเอียดจริงๆ 

อรรถ: นักวาดสามารถถ่ายทอดบทประพันธ์ออกมาได้อย่างมีสวยงามแบบไม่มีที่ติ แม้กระทั่งเสื้อด้านในกิโมโนของอาเคจิ โคโกะโรบนปกเล่มแรกก็ยังทำการบ้านมาแล้ววาดเอาไว้ นับว่าทางสำนักพิมพ์เองก็โชคดีที่ได้ร่วมงานกับนักวาดฝีมือเยี่ยมและเข้าใจในตัวงานเขียนนั้นๆ ด้วย

ความดีงามความน่าสนใจในงานของรัมโปนั้นคืออะไร

พรพิรุณ: มันคือความเวียร์ด (weird) คือการนำเสนอสิ่งที่ผู้คนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น พอได้อ่านแล้วรู้สึกทึ่งว่าผู้เขียนคิดได้อย่างไร กลายเป็นความอยากรู้ว่ารัมโปจะมีอะไรมาให้อึ้งกันอีก

อรรถ: เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (entertainment) มันคือความบันเทิงมาก สนุกมาก ไม่ว่าจะเป็นงานสยองขวัญหรือลึกลับสืบสวนของเขาก็สนุกทุกเรื่อง ขนาดเรื่องสั้นมากๆ ก็ยังอ่านได้สนุกจริงๆ  นอกจากนี้ยังมีความร่วมสมัยทำให้นักอ่านทั้งในยุคนั้นและยุคปัจจุบันรู้สึกสนุกและทึ่งไปกับไอเดียของรัมโปได้ไม่แพ้กัน

ผู้อ่านของ JLIT คือใคร?

อรรถ: ตอนแรกเราคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มผู้เสพงานวรรณกรรมญี่ปุ่น ที่เรารู้ว่ามีอยู่ไม่มากแต่ก็มี ส่วนนักอ่านกลุ่มใหม่ๆ นั้นได้จากปรากฏการณ์เรื่องแจ๊คเก็ต และเทรนด์ #จินยองอ่าน ในงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 44 ที่ผ่านมา

สิ่งที่มันประจวบเหมาะมากก็คือหลังทำแฟนเพจของสำนักพิมพ์ได้ระยะหนึ่ง ปรากฏว่ามีนักอ่านจำนวนมากเข้ามากดไลค์ พอสังเกตให้ดีก็เห็นว่ารูปโปรไฟล์ส่วนใหญ่เป็นรูปอนิเมะ ซึ่งเราประหลาดใจมาก จนได้ทราบว่ามีอนิเมะเรื่อง Bungo Stray Dogs อยู่ในกระแสช่วงนั้นพอดีทำให้มีนักอ่านกลุ่มนี้ติดตามงานของสำนักพิมพ์ด้วยซึ่งเป็นที่น่าสนใจมากเพราะนักอ่านกลุ่มนี้อายุน้อยและอ่านหนังสืออย่างจริงจัง

แน่นอนว่าฟีดแบ็กมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเลย เพราะสำนักพิมพ์อยากนำเสนอวรรณกรรมเหล่านี้ให้คนไทยอ่านอยู่แล้ว อย่างน้อยก็จะได้ค้นพบรสนิยมของตัวเองรู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรและเพราะเหตุใดทำให้ประสบการณ์ในการอ่านเพิ่มพูนขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็พบว่ากลุ่มนักอ่านอายุน้อยอ่านหนังสือมากกว่าผู้ใหญ่ อีกทั้งยังเป็นหนังสืออ่านยากแบบที่เชื่อว่าผู้ใหญ่หลายคนยังไม่ได้อ่านหรือไม่คิดจะอ่านด้วยซ้ำ

อยากฝากอะไรถึงนักอ่านที่เป็นแฟนของรัมโป และแฟนของ JLIT

อรรถ: งานของรัมโปสนุกและน่าติดตามอย่างที่ได้พูดคุยไปทั้งหมด และสำนักพิมพ์ก็ตั้งใจจะออกผลงานชุด อาเคจิ โคโกะโร ต่อไป โดยสลับกับผลงานของนักเขียนท่านอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ ด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวรรณกรรมคลาสสิคจากญี่ปุ่นจะแพร่หลายในบ้านเรา ทำให้นักอ่านไทยได้รู้จักตัวตนของนักเขียนลึกซึ้งขึ้น จากที่เราอาจจะเคยได้ยินชื่อผ่านหูหรือรู้จักเพียงผิวเผิน ยังไงก็ขอฝากให้ช่วยติดตามกันต่อไป