Kafkaesque และสไตล์ของฟรานซ์ คาฟคา

นักเขียนแต่ละคนย่อมมีสไตล์และเอกลักษณ์ของพวกเขา และสิ่งนั้นย่อมแสดงออกมาในงานเขียน เป็นเหมือนลายเซ็นประจำตัวที่ไม่มีใครลอกเลียนได้ สไตล์งานเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ของนักเขียนแต่ละคนจึงถูกนำมาบัญญัติไว้ใน Dictionary ให้รู้ว่าเอกลักษณ์นั้นเป็นของนักเขียนคนใด อาทิ Shakespearean (เชกสเปียร์เรียน) หรือสไตล์เฉพาะตัวของวิลเลียม เชกสเปียร์ ในบทกวีหรือบทละครของเขา Dickensian (ดิกเกนเชียน) สไตล์การเขียนของชาร์ลส์ ดิกเกนส์ ที่นำเสนอชีวิตของชนชั้นแรงงานหรือความเริงร่าของพวกเขาในช่วงศวรรษที่ 19 Orwellian (ออร์เวลเลียน) หรือสไตล์การเขียนของจอร์จ ออร์เวลล์ อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเกี่ยวกับเสรีภาพที่ถูกจำกัด จับจ้อง และความล่มสลายของสังคมเสรี และ Kafkaesque (คาฟคาเอสค์) สไตล์การเขียนของฟรานซ์ คาฟคา นำเสนอความแอบเสิร์ดไร้แก่นสารที่บังเกิดขึ้นกับชีวิตโดยที่เราไม่สามารถหนีจากมันได้เลย เราตกอยู่ภายใต้อำนาจเหนือจริง รู้สึกและถูกทำให้แปลกแยก รู้สึกผิดอย่างไร้เหตุผลทั้งที่เราไม่ได้ทำสิ่งใดผิด หวาดผวาและสับสน สิ้นหวังและไร้ทางออก

Kafkaesque หรือในอีกแง่หนึ่งภาวะแอบเสิร์ดไร้แก่นสารเหนือจริงและชวนสิ้นหวังนี้ ก็สามารถเกิดกับทุกคนได้ เช่น การรอคอยอย่างกระวนกระวายใจเวลาไปติดต่อศูนย์ราชการ หรือความอึดอัดใจเมื่อต้องรอพบหมอในโรงพยาบาล กระนั้นความรู้สึกเหล่านี้ใช่ว่าจะไม่มีเค้าความจริงจากชีวิตของคาฟคาเสียทีเดียว Kafkaesque หรือผลงานแทบทั้งหมดล้วนเป็นร่องรอยอัตลักษณ์ที่แปลกแยกแตกสลาย บาดหมางและไม่อาจประนีประนอมได้ของเขาและสภาพแวดล้อมทางสังคม ต่อครอบครัว และต่อตนเองทั้งสิ้น การอ่านงานของคาฟคาให้เข้าใจ เราต้องเข้าใจชีวิตของเขาและประวัติศาสตร์ยุคสมัยนั้นประกอบกัน

 

เมตามอร์โฟซิส (ถนอมนวล โอเจริญ แปล, สำนักพิมพ์สามัญชน)

 

เมื่อต้องเป็นคนอื่นในบ้านของตัวเอง

ทางด้านชาติพันธุ์ คาฟคาเป็นชาวยิวที่อาศัยในกรุงปรากภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี (ปัจจุบันคือ สาธารณรัฐเช็ก) เขาถูกพ่อบังคับให้เรียนภาษาเยอรมันเป็นภาษาหลัก และต้องเติบโตมาท่ามกลางกลุ่มชนชาติเยอรมันซึ่งเป็นทั้งคนส่วนใหญ่และเป็นชนชั้นปกครองที่นับถือคริสต์ เขาเป็นยิวในหมู่สังคมคริสต์ เขาเป็นยิวแต่หาได้มีความเป็นยิว เขาพูดเขียนและใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาแม่ เขาซ่อนภาษาเช็กอันเป็นภาษาบ้านเกิดของเขาไว้ เขาเป็นยิวในหมู่ชนเยอรมัน เขากลายเป็นคนอื่นในบ้านของตน

ซ้ำร้ายครอบครัวเขาก็ยังไม่ยอมรับตัวตนเขาในฐานะนักเขียนที่เขาอยากจะเป็นเสียอีก แฮร์มันน์ คาฟคา พ่อผู้ทรงอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขา ได้วางรากฐานและเส้นทางที่เขาควรเดินไว้ตั้งแต่แรกและไม่สนใจการตัดสินใจของเขาแม้สักนิดเดียว งานช่วงแรกๆ ของคาฟคาจึงมีลักษณะของตัวละครพ่อผู้ทรงอำนาจเด็ดขาด และมีความสัมพันธ์ค่อนข้างบาดหมางกับลูกชาย เหมือนในเรื่องสั้น “คำพิพากษา” และ “เมตามอร์โฟซิส” รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อพ่อเขาก็พรั่งพรูออกมาในงานเขียนรูปจดหมาย “จดหมายถึงพ่อ

ภาพร่างตัวตนของคาฟคาจากประวัติและงานเขียนของเขาอาจทำให้เราเห็นและเข้าใจสไตล์แบบ Kafkaesque บ้างขึ้นเล็กน้อย ในแง่ของความรู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยว ไร้อำนาจ สับสน และรู้สึกผิดอย่างไร้เหตุผล แต่ความแอบเสิร์ดเหนือจริงชั่วกาลที่หมุนอยู่ตลอดเวลานั้น อาจเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 20 อันรวมถึงระบบราชการของรัฐที่ถูกทำให้ยุ่งยากอย่างไร้เหตุผล เต็มไปด้วยขั้นตอนและกระบวนการที่ประวิงเวลาออกไป สิ่งนี้เป็นผลจากประสบการณ์การทำงานเป็นเสมียนประกันของคาฟคา

 

การหนีออกจากโลกความจริงผ่านทางตัวละคร

ตัวละครนำในเรื่องเล่าของเขาก็มักจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ตื่นแต่เช้า ขึ้นรถไฟให้ทัน กลับบ้านเวลาเลิกงาน มนุษย์ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องจักร ความคุ้นชินต่อระบบที่ไร้แกนสารนั้นนำพาความอึดอัดแสนสาหัสจากการหมุนฟันเฟืองนี้ และสร้างความอยากที่จะหนีออกจากระบบ หนีและกลายเป็นสิ่งใดก็ได้เหมือนที่ เกรกอร์ แซมชา ตัวละครเอกใน “เมตามอร์โฟซิส” ที่กลายเป็นแมลง แม้ว่าเขาจะไม่ได้ปรารถนาที่จะกลายเป็นแมลง และขณะที่เขากลายเป็นแมลงไปแล้วก็ยังกระเสือกกระสนอยากจะไปทำงานให้ทัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆ แล้วเขาต้องการหนีจากการเป็นนักเดินตลาดที่เร่ร่อนไปทั่ว

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในบรรดาผลงานของคาฟคา การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตัดสินอย่างแอบเสิร์ดเป็นสิ่งที่ปรากฏโดยทั่ว ทั้งในระดับครอบครัวและระดับสาธารณะ ความเผด็จการนี้เป็นสิ่งตกทอดจากความกลัวที่เขามีต่อพ่อ ความเผด็จการและเป็นเจ้าชีวิตนี้ถูกนำเสนอในผลงาน “คำพิพากษา” คำตัดสินเพียงประโยคเดียวของพ่อได้นำพาลูกไปสู่การตัดสินใจที่แอบเสิร์ดในสายตาผู้อ่านอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ค่อนข้างเป็นเรื่องสั้นที่เปิดเปลือยให้เราเห็นความสัมพันธ์ของคาฟคาต่อครอบครัวมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ความเผด็จการในเรื่องสั้นอื่นๆ ก็ดูเหมือนจะยกระดับไปสู่พื้นที่สาธารณะ เช่นใน “แดนลงทัณฑ์” ตัวละครนายทหารดูจะยึดมั่นในกฎและระเบียบวิธีที่ผู้บัญชาการคนก่อนวางไว้ในการลงทัณฑ์นักโทษ โดยปราศจากคำถามแม้สักนิดเดียว หรือแม้แต่การจับกุมตัวและดำเนินคดีโดยปราศจากการแจ้งข้อกล่าวหากับโจเซฟ เค ใน “คดีความ” ล้วนเป็นการแสดงอำนาจของความเผด็จการที่ผู้ถูกกระทำไม่สามารถขัดขืนใดๆ ได้เลย พวกเขาได้แต่อดทนและถูกกระทำภายใต้ความชอบธรรมของอำนาจที่มองไม่เห็น

 

โยเซฟิเนอ นักร้องสาวหรือประชากรหนู และเรื่องสั้นคัดสรรอื่นๆ
(ถนอมนวล โอเจริญ แปล, สำนักพิมพ์ Library House)

 

นอกเหนือจากนั้น งานของคาฟคาเองก็มีลักษณะเป็นนิทานปรัมปราในโลกยุคอุตสาหกรรมที่เปิดเปลือยความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับระบบที่พวกเขาติดอยู่ ในรูปแบบนิทานหรือการแฝงนัยผ่านสัญญะ บ่อยครั้งที่ตัวละครเอกในเรื่องของคาฟคาไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นสัตว์ โดยเฉพาะกับ “เมตามอร์โฟซิส” ซึ่งมีรากฐานจากตำนานการกลายร่างในนิทานปรัมปรายิว ในเรื่อง“รายงานสำหรับสมาคมวิชาการ” ก็ใช้ตัวละครเป็นลิง หรือ “โยเซฟิเนอ นักร้องสาวหรือประชากรหนู” ก็ใช้ตัวละครเป็นหนู ซึ่งอาจเป็นสัญญะแทนเผ่าพันธุ์ยิว ด้วยเสียงกระซิบกระซาบของพวกเขาละม้ายคล้ายคลึงกับเสียงหนู หรือแม้กระทั่งเรื่องเหนือจริงแปลกประหลาดนอกตรรกและเหตุผลอย่าง “หมอชนบท

หากเรามองเรื่องเหล่านั้นด้วยความจริงจังน้อยลงและคิดเสียว่ามันเป็นนิทาน หรือสิ่งแปลกประหลาดเหล่านั้นเป็นสัญญะแทนสิ่งใด เราอาจจะสนุกกับการไขปริศนา และอ่านผลงานเขียนของคาฟคาสนุกขึ้นก็เป็นได้