The Lost Generation นักเขียนที่ไม่เคยสูญหาย

The Lost Generation หรือ คนรุ่นที่หลงทางสาบสูญ เป็นคำเรียกผู้ที่เกิดในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1883-1900) และเติบโตสู่วัยผู้ใหญ่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ความเชื่อและค่านิยมที่คนรุ่นนี้เคยยึดถือแตกสลายลงไปพร้อมกับสงครามที่จบลงด้วยผลกระทบมวลรวมต่อคนในยุคนั้น พวกเขาล้วนสูญสิ้นคุณค่าและค่านิยมที่คนรุ่นก่อนปลูกฝังไว้ให้ เพราะความเป็นจริงที่บนโลกนี้เต็มไปด้วยความโหดร้าย พวกเขาถูกทำให้เฉยชาจากความรุนแรงในสงคราม พวกเขาเหล่าผู้หลงทางและสูญสิ้นศรัทธาในความเชื่อและความดีงามบนโลก

พวกเขาหลงทางมาจากที่ไหน

จะว่าไปแล้ว The Lost Generation ก็มีจุดกำเนิดขึ้นจากวงสนทนานักเขียนอเมริกันพลัดถิ่นในปารีส และเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเมื่อปรากฎบนหน้าแรกของหนังสือของเกอร์ทรูด สไตน์ (Gertrude Stein)

“You are all a lost generation.”
“พวกแกทั้งหมดล้วนเป็นคนรุ่นที่หลงทางสาบสูญ”

วลีดังกล่าวเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ได้นำมาใส่ไว้เป็นบทเปิดของหนังสือ The Sun Also Rises ซึ่งเขานำมาจากเรื่องเล่าที่เกอร์ทรูด สไตน์ ได้เล่าให้เฮมมิงเวย์ฟังในภายหลังว่า ระหว่างที่รถของสไตน์จอดซ่อมอยู่ที่อู่ในฝรั่งเศส ช่างเครื่องซ่อมรถไม่เร็วพอทำให้เจ้าของอู่ออกมาตวาดว่า “You are all a génération perdue.” (พวกแกทั้งหมดเป็นคนรุ่นที่หลงลืมสาบสูญ) เมื่อสไตน์เล่าให้เฮมิงเวย์ฟัง เธอได้เพิ่มรายละเอียดลงไปว่า “นั่นคือสิ่งที่แกเป็น นั่นคือสิ่งที่พวกแก…เหล่าชนรุ่นเยาว์ทั้งหลายผู้สู้ในสงคราม พวกแกเป็นคนรุ่นที่หลงทางสาบสูญ”  นั่นคือจุดกำเนิดของคำว่า The Lost Generation ในโลกวรรณกรรม

พวกเขาคือใครกันบ้าง

The Lost Generation กลายเป็นคำเรียกกลุ่มนักเขียนอเมริกันพลัดถิ่นในปารีสช่วงยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 (นักเขียนกลุ่มเดียวกับโผล่มาในภาพยนตร์เรื่อง Midnight in Paris ของวู้ดดี้ อัลเลน) โดยสมาชิกหลักของกลุ่มนักเขียน Lost Generation ในปารีสล้วนเป็นนักเขียนโมเดิร์นส์นิสต์ที่เรารู้จักกันดีทั้ง เกอร์ทรูด สไตน์, เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์, เอฟ สก็อต ฟิตซ์เจอรัลด์, ที เอส อีเลียต, และเอซร่า พาวน์

 

Illustration by Phetladda

 

ถึงแม้ยุคกระแส Lost Generation จะเริ่มจากกลุ่มนักเขียนอเมริกันที่พลัดถิ่นกลุ่มนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสนี้หมายรวมถึงคนร่วมสมัยและนักเขียนที่อยู่ร่วมสมัยนี้ด้วย ทำให้อาจนิยามได้คร่าวๆ ว่า นักเขียนที่เติบโตและผลิตงานออกมาในช่วงเวลาดังกล่าวก็ล้วนเป็นผลผลิตจากยุค Lost Generation ด้วยกันทั้งสิ้น นักเขียนอเมริกันร่วมในกระแสนี้ได้แก่ จอห์น สไตน์เบ็ค และวิลเลียม โฟล์คเนอร์ แม้กระทั่งเฮนรี มิลเลอร์ ก็อยู่ในกระแสนี้ด้วยเช่นกัน

พวกเขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร

โดยลักษณะของวรรณกรรมในยุค Lost Generation จะมีลักษณะแสดงให้เห็นถึงความไร้แก่นสารของสงคราม ศีลธรรมที่สูญสลายแตกกระจาย เปิดเปลือยชีวิตหนุ่มสาวที่ดำเนินไปแบบไร้จุดหมาย ผลาญเงินทองที่มีอยู่ไปกับงานเลี้ยงและความสุขสม ความอ่อนแอและบาดแผลความรุนแรงจากสงคราม รวมถึงอุดมคติที่เคยยึดถือก็ล่มสลายลงเหมือนกับความพาฝันแบบอเมริกัน (American Dream) ที่สั่นคลอนและพังครืนไปพร้อมกับความฉาบฉวยของสังคมวัตถุนิยมที่เฟื่องฟูขึ้นในยุค “เสียงคำรามแห่งยุคสองศูนย์” (Roaring Twenties) อันเป็นยุคหรูหราและเฟื่องฟูของศิลปะแบบ Art Deco และดนตรีแจ๊ส จนถึงขนามนามยุคนี้ว่า Jazz Age ก่อนที่ความฟุ้งเฟ้อนี้จะสลายตัวไปพร้อมกับการมาถึงของยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression)

 

ถ้าสนใจลองอ่านงานเขียนของยุค The Lost Generation ขอแนะนำผลงานของนักเขียนต่อไปนี้

— Ernest Hemingway เรื่อง หัวใจโลกีย์ (The Sun Also Rises )

— F. Scott Fitzgerald เรื่อง แก็ตสบี้ ความหวังยิ่งใหญ่และหัวใจมั่นคง (The Great Gatsby)

— James Joyce เรื่อง ผู้คนแห่งมหานครดับลิน (Dubliners)