Etgar Keret เมื่อคิดไม่เหมือนใครจึงเล่าเรื่องไม่เหมือนใคร

เอ็ตการ์ เคเร็ต เป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คน พี่ชายของเขาเป็นนักกิจกรรมที่เรียกร้องให้กัญชาเป็นพืชถูกกฎหมายในอิสราเอล แต่ตอนนี้เขาอาศัยยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศไทย ส่วนพี่สาวนับถือนิกายอัลตร้า ออโธดอกซ์ ซึ่งมักถูกจัดว่าเป็นชาวยิวหัวรุนแรง ทั้งยังสั่งห้ามไม่ให้ลูกทั้ง 11 คน อ่านหนังสือของน้องชายเด็ดขาด

พี่น้องบ้านนี้ต่างกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพวกเขารู้สึกว่าสังคมที่เคยอยู่ไม่ใช่บ้านของเขาอีกต่อไป แต่เคเร็ตยังเชื่อว่าพวกเขาสามคนพี่น้องต่างต่อสู้เพื่อบางสิ่งเหมือนกัน ตัวเขาเองเรียกร้องผ่านทางงานเขียน พี่ชายเรียกร้องผ่านทางสังคม ส่วนพี่สาวผ่านทางความเชื่อ

 

รวมเรื่องสั้นชุด คิดถึงคิสซิงเจอร์ โดย เอ็ตการ์ เคเร็ต (ธนรรถวร จตุรงควาณิช แปล, พิมพ์ครั้งที่ 1 — กรกฎาคม 2560, สำนักพิมพ์กำมะหยี่)

 

การเป็นนักเขียนอาจจะดูไม่หวือหวาเหมือนพี่ๆ แต่เรื่องสั้นของเคเร็ตกลับไม่เฉียดใกล้ความธรรมดาเลยสักนิด รวมไปถึงการแทรกเรื่องการเมืองแบบไม่กลัวว่าจะไปพาดพิงใครบ้าง เราไม่มีทางคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครในตอนท้าย เคเร็ตเองก็ไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าจะให้ตอนจบลงเอยอย่างไร เขาเขียนงานตามความรู้สึก หากมองด้านเดียวก็เหมือนจะเป็นเรื่องเซอร์เรียล แต่ในเรื่องราวเหนือจริงเหล่านั้นมีความจริงซ่อนอยู่ เพียงแต่เราจะเปิดตาและเปิดใจยอมรับได้หรือไม่

ตัวละครของเคเร็ตมักเป็นคนอมทุกข์ ไม่มีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ และเฝ้ารอว่าจะมีอะไรมาเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นสักวันหนึ่ง โดยที่พวกเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความสุขที่เฝ้ารออยู่นั้นคืออะไร

 

 

มีนักเขียนและนักคิดหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เคเร็ต เช่น วิลเลี่ยม โฟล์คเนอร์, เคิร์ท วอนเนกัต และฌากส์ แดร์ริดา แต่นักเขียนที่ทำให้เขาตัดสินใจจับปากกาเขียนงานคือ ฟรานซ์ คาฟค โดยเฉพาะเรื่อง เมตามอร์โฟซิส เคเร็ตอ่านนิยายของคาฟคาในช่วงฝึกเกณฑ์ทหาร (วัยรุ่นชายหญิงชาวอิสราเอลทุกคนต้องเกณฑ์ทหารเมื่ออายุครบ 18 ปี) เขาประทับใจความเหมือนจริงจนเกินจริงในงานของคาฟคา และคิดว่าตัวเองน่าจะลองเขียนอะไรแบบนี้ดูบ้าง

นอกจากเป็นนักเขียนแล้ว เคเร็ตยังเขียนบทและเป็นผู้กำกับด้วย หลังจากที่ชีร่า ภรรยาของเขา พยายามเสนอบทภาพยนตร์ให้ผู้กำกับหลายคนพิจารณา แต่ไม่มีใครตอบตกลงเสียที เขาเลยเสนอตัวเป็นผู้กำกับให้เองทั้งที่ก็ไม่เคยทำสิ่งนี้มาก่อน Jellyfish คือหนังที่ทั้งสองคนกำกับร่วมกัน เรื่องนี้ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม ชนะรางวัล Caméra d’Or ในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ ปี 2007 ได้รับเลือกให้ฉายในงานเทศกาลหนังนานาชาติโตรอนโตและงานเทศกาลหนังเทลลูไรด์ ปี 2008

 

Jellyfish Poster, Wikipedia

 

Jellyfish ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นที่ชีร่าเขียน ในหนังเล่าถึงผู้หญิง 3 คน ที่ต่างกำลังประสบปัญหาในชีวิต หนึ่งในนั้นเจอเด็กผู้หญิงหลงทางอยู่ริมทะเล ขณะที่ช่วยกันหาพ่อแม่ของเด็ก พวกเธอก็ค้นหาตัวเองไปด้วย

สาเหตุที่ตั้งชื่อเรื่อง Jellyfish เป็นเพราะเคเร็ตคิดว่าเวลาที่เราลอยตัวอยู่ในทะเล ปล่อยให้กระแสคลื่นพาไปที่ไหนสักแห่ง จะดูคล้ายแมงกะพรุนที่ลอยอยู่ในน้ำแบบไร้จุดหมาย เหมือนเวลาที่คุณปล่อยให้ชีวิตแต่ละวันผ่านไปโดยไม่รู้ว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร แต่สุดท้ายแล้ว คุณก็ต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง อาจจะว่ายเข้าฝั่ง กลับมาลุกขึ้นยืนเพื่อเดินต่อไปข้างหน้า หรือปล่อยให้ตัวตนหลุดลอยไปตลอดกาล

ในตอนนี้ เอ็ตก้าร์ เคเร็ต ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในอิสราเอล มีนักอ่านติดตามผลงานเป็นจำนวนมาก และหนังสือของเขาก็ถูกขโมยเยอะที่สุดเช่นกัน ถึงขั้นมีร้านหนังสือส่งอีเมลไปบอกเคเร็ตว่า คุณช่วยอย่าเพิ่งออกหนังสือช่วงหน้าหนาวได้ไหม ใครๆ ก็ใส่เสื้อโค้ตตัวใหญ่ แบบนี้ยิ่งขโมยหนังสือง่ายขึ้นไปอีก