‘อุทิศ เหมะมูล’ ศิลปะ การเมือง และเซ็กส์ ในร่างของปรารถนา

“ร่างของปรารถนา” นวนิยายเล่มล่าสุดของอุทิศ เหมะมูล มีประเด็นหลักที่เห็นได้ชัดอยู่ 3 อย่าง ได้แก่ ศิลปะ การเมือง และเซ็กซ์ทำไมต้องเป็นเรื่องเซ็กซ์ เพราะเซ็กซ์เป็นศิลปะก็ได้ เป็นการเมืองก็ได้อย่างนั้นหรือ ถ้าใช่แล้วมองยังไงเซ็กส์ถึงเป็นมากกว่าเรื่องเพศ คงจะไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดีกว่าผู้เขียน

ในเรื่องนี้มีการเทียบส่วนต่างๆ ของร่างกายกับลำดับหน้าที่ในสังคม ส่วนเรื่องเซ็กซ์นั้นเป็นตัวสะท้อนเรื่องการเมืองใช่ไหม

ใช่ครับ เป็นการลองเทียบเคียงและเปรียบเปรยหน้าที่ต่างๆ ของอวัยวะร่างกายกับหน้าที่ต่างๆ ทางสังคม แม้แต่เรื่องเซ็กซ์เองก็เป็นส่วนหนึ่งในการตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติการณ์ทางการเมือง แต่ทั้งนี้ เซ็กซ์ในนิยายก็ใช้ในหลายหน้าที่และบทบาทครับ ไม่เพียงเป็นภาพเปรียบเทียบทางการเมืองเท่านั้น

เพราะอะไรถึงเลือกใช้ ‘เซ็กซ์’

เซ็กซ์เป็นสิ่งน่าค้นหา น่าทำความเข้าใจมากๆ โดยเฉพาะการเปิดเปลือยพฤติกรรมของผู้คนทั้งในส่วนที่เปิดเผยและส่วนปิดลับ เรามักจะนำเซ็กซ์ไปไว้ในส่วนที่มืดดำที่สุด ในพื้นที่ต้องห้าม เซ็กซ์เป็นการสื่อสารที่ละเอียดอ่อน ตรงไปตรงมา และเปลือยมนุษย์ที่สุด เซ็กซ์ทำให้สุข เศร้า อิ่มหนำสำราญ และรวดร้าวถึงตาย เซ็กซ์เป็นได้ทั้งความยินยอมพร้อมใจ การต่อรอง อำนาจ ในพื้นที่ของเซ็กซ์มนุษย์คนหนึ่งแนบชิดและเปลือยตนเอง ได้เผชิญหน้าและค้นพบความปรารถนาของตัวเอง ทั้งที่ต้องการและพื้นที่ไพศาลที่ตนไม่เคยรับรู้มาก่อน

ท่าเซ็กซ์ท่าต่างๆ ในเรื่องนี้เป็นการสื่อถึงผู้กระทำและผู้ถูกกระทำใช่ไหม เช่น ท่า self-suck หรือการลักหลับ

ใช่ครับ ท่า Self-suck คือท่วงท่าของกายกรรมการบิดดัดร่างกายขั้นสุดของคนที่น้าวทุกสิ่งในโลกมาเติมสุขตามลำพังตน มันเป็นท่วงท่าที่ดูน่าตระหนก รุนแรง และแสลงตา แต่ถ้าหากคุณนำความต้องการส่วนตนไปน้าวและขืนคนอื่นให้ทำ มันคือภาพและท่วงท่าที่รุนแรงกว่าด้วยซ้ำ เมื่อคุณหาใครสักคน (ถ้าเขาไม่ยินยอมพร้อมใจ) มาเติมความปรารถนาของตัวคุณเอง ลองเอาความหมายที่ผมพยายามอธิบายนี้ไปสวมลงกับความต้องการของผู้มีอำนาจ ที่ขืนและข่มผู้คนเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการ จะพบว่านี่คือความรุนแรงอย่างยิ่ง

โป๊แบบศิลปะกับโป๊แบบหื่นต่างกันยังไง มีเส้นแบ่งไหม

เส้นแบ่งเหรอ? ศิลปะก็คือการสร้างสรรค์สิ่งๆ หนึ่งขึ้นมา ด้วยความคิด ความรู้สึก และความเข้าใจส่วนตน เพื่อแสดงออกและเผยแสดงความเข้าใจนั้นๆ ศิลปินก็พูดถึงความจริงอย่างมีสุนทรีย์ แต่สุนทรียะนี้เป็นพื้นที่ที่ถ่างกว้างได้ และคนทำงานศิลปะก็น่าจะท้าทายพื้นที่ทางวัฒนธรรมและศีลธรรมนี้ เส้นแบ่งของความโป๊ที่เป็นศิลปะกับความหื่นสำหรับผมจึงไม่รู้จะตอบยังไง คือภาพโป๊ที่เป็นศิลปะต้องถูกผูกขาดไว้กับความรู้สึกที่ว่าเมื่อได้ดูแล้วรู้สึกดีงั้นหรือ? สงบ สว่าง เห็นธรรมงั้นหรือ? ความรู้สึกอย่างนี้เท่านั้นจึงจะเรียกงานนั้นว่าศิลปะงั้นหรือ? ผมว่าไม่

งานศิลปะดูแล้วก็หื่นก็เงี่ยนได้ เกิดความรู้สึกลุ่มหลงเมามายได้ เราถูกกระตุ้นภาวะนี้ขึ้นมาผ่านงานศิลปะ ไม่เห็นมีอะไรผิดเลย การที่ใครสักคนเมื่อดูงานศิลปะแล้วต้องการชำเราและข่มขืนคนอื่น สิ่งอื่น นั่นคือสิ่งที่คนคนนั้นไม่ได้จัดการและเข้าใจกับอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง และมีสุนทรีย์มากพอที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ งานศิลปะจะเปิดบทสนทนา เปิดโอกาสให้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน คุณเรียนรู้ที่จะคุยกับคนอื่นอย่างเหมาะสม มีสุนทรีย์และชั้นเชิง อย่างมีวัฒนธรรม รู้จักให้เกียรติและเคารพคนอื่น เหมือนผลงานหลายๆ ชิ้น เขาห้ามสัมผัสแตะต้องงาน เราก็ต้องทำตามนั้น ดูได้อย่างเดียว บางงานสัมผัสจับต้องได้ก็ไม่มีปัญหา มันคือการเรียนรู้กติการ่วมกัน สุนทรียะร่วมกัน

มีความรู้สึกว่าได้กลิ่นความวายในนิยายทุกเรื่อง

ฮ่าๆๆ ก็ไม่ทำไมอะ สำหรับผมเรื่องเซ็กซ์เป็นสิ่งสวยงาม น่าสนใจใคร่รู้ สัมผัสพิเศษ อารมณ์เฉพาะที่ไม่เพียงเกิดขึ้นผ่านชายกับหญิงเท่านั้น ก็มีชายกับชาย หญิงกับหญิง ซึ่งเป็นสรีระทางเรือนร่าง ยังมีเรื่องทางจิตใจของคนคนนั้นอีกว่าเขาหรือเธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพศไหน หรือไม่เห็นจำเป็นต้องระบุ ความรู้สึกของคนมีค่าเสมอ ชั่วขณะความงาม ความรู้สึกรัก บางทีก็ไม่ได้กำหนดไว้กับเพศที่ติดตัวมา ชั่วขณะพิเศษ โมงยามอันผูกพันของคนคือสิ่งที่ผมสนใจ ไม่ว่าจะมาหรืออาศัยในเรือนร่างแบบใดก็ตาม

ภาพร่างของปรารถนา โดย อุทิศ เหมะมูล สนพ.จุติ

 

นอกจากนวนิยายแล้ว อุทิศยังมีหนังสือลำดับที่สองคือ “ภาพร่างของปรารถนา” ต่อเนื่องจากเนื้อเรื่องใน “ร่างของปรารถนา” รวบรวมผลงานของศิลปินนาม ‘เข้าสิง’ ตัวละครในนวนิยายไว้เกือบ 300 ผลงาน ทั้งดรออิ้งและเพ้นท์ติ้ง รวมถึงสเก็ตช์ฟอนต์ตัวอักษรที่ออกแบบมาเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ