‘ออนอเร่ เดอ บัลซัค’ นักเขียนที่ดื่มกาแฟวันละ 50 แก้ว

บัลซัคเขียนนิยายวันละ 15 ชั่วโมง ระหว่างนั้นเขาจะดื่มกาแฟนับแก้วไม่ถ้วนเพื่อปลุกให้ตัวเองมีสมาธิอยู่กับงาน เชื่อกันว่าเขาดื่มหนักถึง 50-300 แก้วต่อวัน

บัลซัค โดยสนพ.ผีเสื้อ

 

ในหนังสือ บัลซัค เขียนโดยวัลยา วิวัฒน์ศร ได้บรรยายถึงกิจวัตรแต่ละวันของบัลซัคไว้ดังนี้

0:00 น. ตื่นนอนและลงมือเขียนทันที ช่วงเวลาดึกสงัดที่ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้วแบบนี้สิถึงจะเหมาะกับการทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูง เมื่อเริ่มจรดปากกาแล้ว เขาจะเขียน เขียน เขียนเป็นเวลาห้าถึงหกชั่วโมงติดต่อกันไม่หยุดพัก มีวางปากกาบ้างเเค่เมื่อเริ่มรู้สึกเป็นตะคริว

06:00 น. หยุดพักและนอนแช่น้ำร้อนเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อผ่อนคลาย

09:00 น. ตรวจแก้ต้นฉบับที่พิมพ์เสร็จของเมื่อวาน งานนี้ก็ทำต่อเนื่องโดยไม่หยุดอีกสามชั่วโมง

12:00 น. กินอาหารกลางวันง่ายๆ แต่อย่ากินจนอิ่มเกินไป เพราะเมื่ออิ่มแล้วจะง่วงและทำงานต่อไปไม่ได้

13:00 น. กลับมาแก้ต้นฉบับ เขียนจดหมาย ร่างโครงนิยาย

17:00 น. หมดเวลาการทำงานสำหรับวันนี้ และกินอาหารเย็น

20:00 น. เข้านอน

บางครั้งจะมีงานเขียนนิยายที่จำเป็นต้องเร่งให้เสร็จภายในกำหนด เขาทำงานโดยไม่หยุดติดต่อกัน 48 ชั่วโมง อาจมีงีบหลับบ้างไม่เกินสามชั่วโมง เมื่อเสร็จงานแล้วเขาจะนอนนานถึง 18 ชั่วโมงเลยทีเดียว การทำงานต่อเนื่องหลายสัปดาห์โดยไม่ได้ออกไปพบเจอผู้คนหรือไม่ได้พูดกับใครเลยนั้น ทำให้เขาต้องหาทางปลดปล่อยความเครียด เมื่อได้ละจากโต๊ะเขียนหนังสือจึงชดเชยให้ตัวเองด้วยการดื่มกินและใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย

ระหว่างเขียนนิยาย การดื่มกาแฟช่วยกระตุ้นให้ร่างกายและสมองกลับมากระปรี้กระเปร่า สำหรับบัลซัค บุหรี่ไม่กระตุ้นสมองและงานเขียนสำคัญกว่าการดื่มสังสรรค์ เขาจริงจังกับการเขียนขนาดที่เวลาต้องเดินทางไกล จะต้องพกหม้อต้มกาแฟ โต๊ะทำงาน และอุปกรณ์ไปด้วยอย่างครบครัน เพื่อให้สามารถเขียนนิยายต่อได้ไม่ติดขัดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

กาแฟที่บัลซัคดื่มนั้นมีสีดำสนิท ทั้งเข้ม ขม และข้นคลั่ก เขาใช่เมล็ดกาแฟสามประเภทผสมกันเพื่อชงเป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง เมล็ดกาแฟแต่ละประเภทต้องซื้อจากร้านประจำที่ใช้เวลาเดินทางข้ามปารีสกันเป็นวัน ซึ่งการดื่มกาแฟแก่จัดติดต่อกันทุกวันนานกว่า 20 ปี ได้ส่งผลให้ร่างกายเคยชินจนไม่รู้สึกถึงการกระตุ้นใดๆ รวมถึงทำร้ายสุขภาพของเขารุนแรง บัลซัคบอกว่าทุกครั้งที่ติดขัดเขียนงานต่อไม่ได้แล้วต้องดื่มกาแฟนั้นถือเป็น “การกระตุ้นอันทารุณ”

 

“เมื่อกาเเฟหยดแรกตกถึงท้อง … สมองของข้าพเจ้าจึงเริ่มทำงาน หลังจากดื่มอึกแรก โครงเรื่องที่เคยหลงลืมไปผุดย้อนกลับมาในหัว ถ้อยคำ วลี ประโยค ต่างหลั่งไหลออกจากปลายปากกาจนหน้ากระดาษไม่เหลือที่ว่างให้เห็น …”

 

 

บัลซัคเป็นผู้บุกเบิกการเขียนแนวสัจนิยม (Realism) คือเรื่องที่อ่านแล้วใกล้เคียงชีวิตจริง มีความสมเหตุสมผล น่าเชื่อถือ ในระยะเวลา 20 ปี ที่ดื่มกาแฟต่างน้ำและทำงานหนัก 15 ชั่วโมงต่อวัน บัลซัคแต่งนิยายและเรื่องสั้นได้มากกว่า 100 เรื่อง สร้างตัวละครขึ้นมา 2,500 ตัว มีประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสและสภาพสังคมในสมัยนั้นเป็นฉากหลัง มีคนเคยกล่าวว่า บัลซัคทำราวกับตัวเองเป็นเลขานุการของสังคมที่มีหน้าที่บันทึกสภาพบ้านเมืองและวิถีความเป็นอยู่ของคนทุกชนชั้นในฝรั่งเศส

เขาจะเล่าถึงตัวละครอย่างละเอียดว่ามีรูปร่างหน้าตา นิสัย หรือจิตใจเป็นอย่างไร ซึ่งตัวละครของเขาไม่มีตัวไหนเป็นคนดีหรือคนชั่วโดยสมบูรณ์ ทุกตัวจะมีลักษณะผสมซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีทั้งดีและเลวปนกัน เมื่อพูดถึงเมือง เขาจะบรรยายตั้งแต่ว่าเมืองในเรื่องนั้นสร้างขึ้นมายังไง อธิบายไปถึงสภาพพื้นดินหรือย่านต่างๆ ในเมือง เพื่อความสมจริงทำให้เขาต้องเดินทางไปดูสถานที่ต่างๆ ด้วยตาตัวเองทุกครั้ง

 

นวนิยายของบัลซัค โดยสนพ.ผีเสื้อ

 

บัลซัคคิดโครงสร้างแบบมหภาคที่สามารถเชื่อมโยงนิยายกว่าร้อยเรื่องที่เขียนไว้รวมกันเป็น ‘นาฏกรรมแห่งชีวิต’ ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต วรรณกรรมเอกของออนอเร่ เดอ บัลซัค มีทั้งหมด 7 เรื่อง ซึ่งได้แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ ”พ่อกอริโยต์“ ”สาวสามสิบ“ ”ทุกข์แห่งปรารถนา“ ”เออเฌนี กร็องเด้ต์“ ”หญิงรักร้าง“ ”ซาร์ราซีน“ และ “พันเอกชาแบร์ต์”