‘มาริโอ บาร์กัส โยซา’ ผู้นำเผด็จการไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

สำหรับนักอ่านชาวไทย คงจะไม่ค่อยคุ้นหูกับ นวนิยายผู้เผด็จการ หรือ Dictator Novel กันสักเท่าไหร่ แต่นวนิยายแนวนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักอ่านชาวละตินอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960-1970 ลักษณะพิเศษคือ ไม่ใช่เพียงแค่การเล่าเรื่องเพื่อท้าทายอำนาจเผด็จการ หรือนำเสนอความรุนแรงของผู้ปกครอง แต่เป็นการเล่าเรื่องราวจากมุมมองของเหล่านำเผด็จการด้วย

เมื่อท่านผู้นำกลายเป็นพระเอกของเรื่องเล่า ทำให้เรารู้จักเขาในแง่มุมต่างๆ ทั้งความสามัญ ความอหังการ และความบ้าคลั่ง บางเรื่องก็เอ่ยชื่อผู้เผด็จการไปตรงๆ หรือใช้นามสมมติแต่บรรยายลักษณะเฉพาะตัวอย่างละเอียด แค่อ่านเเวบเดียวก็รู้แล้วว่าพูดถึงใคร ซึ่งนักเขียนแนวนี้ที่น่าจับตามองที่สุดคือ มาริโอ บาร์กัส โยซา (Mario Vargas Llosa) นักเขียนชาวเปรูเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2010

 

 

ตอนเด็กพ่อและแม่ของบาร์กัส โยซา แยกกันอยู่ เขาจึงคลุกคลีกับญาติทางฝั่งแม่มากกว่า และมีชีวิตวัยเด็กที่อิสระเสรี แต่เมื่อพ่อคืนดีกับแม่ ฝันร้ายในวัยเด็กก็เริ่มต้นขึ้น พ่อไม่ยอมให้เขาติดต่อกับญาติของแม่อีกเลย ทั้งยังด่าทอและทุบตีอย่างรุนแรง เมื่อบาร์กัส โยซา เริ่มแสดงความสนใจทางด้านวรรณกรรม พ่อของเขากลับต่อต้านเพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่ไม่ก้าวหน้า จึงจับส่งเข้าโรงเรียนทหารเพื่อเรียนรู้การเป็นลูกผู้ชาย

ที่โรงเรียนทหารบาร์กัส โยซา พบกับสังคมทหารที่ให้คุณค่ากับความสมชายที่นอกจากจะกำหนดให้ผู้ชายอยู่เหนือผู้หญิงแล้ว ผู้ชายด้วยกันเองก็ต้องพิสูจน์ความสมชายให้เป็นที่ยอมรับ ไม่เช่นนั้นก็จะตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่น เขาได้ฟังเรื่องราวเด็กหนุ่มที่มักจะหาประสบการณ์ทางเพศจากการเอาเปรียบข่มเหงสาวใช้ในบ้านมามากมาย และในช่วงที่เขาศึกษาอยู่ที่ที่โรงเรียนทหารเขาก็ได้รู้จักกับโลกของโสเภณี

ประสบการณ์ในโรงเรียนทหารกลายมาเป็นวัตถุดิบสำคัญในนวนิยายสองเรื่องแรกของเขา La ciudad y los perros (The Time of the Hero) และ La Casa Verde (The Green House)

 

“มนุษย์จำต้องต่อต้านทรราช โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของระบอบ เพราะหลังจากนั้น จะยากเข็ญยิ่งกว่าเก่าหากจะต่อต้านเมื่อระบอบนั้นเข้าที่เข้าทางแล้ว อย่างไรก็ดี การต่อต้านยังคงเป็นไปได้เสมอ”

 

เข้าใจว่าสาเหตุที่ทำให้บาร์กัส โยซา หันมาเขียนนิยายแนวผู้เผด็จการนั้นอาจมีผลมาจากพ่อที่เข้มงวดและจากการเรียนในโรงเรียนทหาร และนิยายผู้เผด็จการที่ถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุดของเขาคือเรื่อง The Feast of the Goat หรือ “ยัญพิธีเชือดแพะ” เป็นนวนิยายที่เปลือยชีวิตจอมเผด็จการราฟาเอ็ล ตรูฆิโย (Rafael Trujillo) ผู้นำเผด็จการแห่งสาธารณรัฐโดมินิกัน เขาคือผู้นำที่โหดเหี้ยมที่สุดในบรรดาผู้เผด็จการในละตินอเมริกา ซึ่งมีอำนาจอยู่นานถึง 31 ปี

จุดเริ่มต้นของการเชือดแพะ

บาร์กัส โยซา ได้ไปสาธารณรัฐโดมินิกันครั้งแรกราวปี 1974 เพื่อไปถ่ายทำสารคดี เขาได้ฟังเรื่องราวจากผู้คนที่ดูราวกับเป็นตำนานเล่าขานเกินจริงจนเขาไม่อยากจะเชื่อเท่าไรนัก เรื่องราวที่ว่าคือ สมัยที่ตรูฆิโยยังมีชีวิตอยู่นั้น เมื่อผู้เผด็จการได้เดินทางไปในแถบชนบท มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยยกลูกสาวของตนเป็นบรรณาการให้ตรูฆิโย

เขาเริ่มค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับยุคสมัยตรูฆิโยมากขึ้น และพบว่า นอกจากความโหดเหี้ยมอำมหิตเกินมนุษย์แล้ว ความแตกต่างอย่างสำคัญคือ เหมือนตรูฆิโยจะสามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิดจิตใจของทั้งสังคมสาธารณรัฐโดมินิกันได้ทั้งสังคม ราวกับเขาอยู่ในสถานะพระเจ้า

เขาจึงเริ่มเขียน “ยัญพิธีเชือดแพะ” ด้วยความท้าทายสองอย่าง อันดับแรกเขาอยากเขียนนวนิยายที่ผู้เผด็จการเป็นตัวละครหลัก ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน และอันดับที่สอง เขาอยากเขียนถึงความสาหัสสากรรจ์ที่ผู้หญิงได้รับในยุคเผด็จการ“ยัญพิธีเชือดแพะ” เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ จึงมีทั้งตัวละครที่มีตัวตนอยู่จริง ตัวละครที่เขียนขึ้น และตัวละครที่เป็นแรงบันดาลใจจากตัวละครจริง

ยัญพิธีเชือดแพะ แปลโดย พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์, สนพ.บทจร