‘จีนแน็ตต์ วอลส์’ ความลำบากไม่ใช่ความทุกข์เสมอไป

สมัยเด็ก จีนแน็ตต์ วอลส์ ต้องคุ้ยหาอะไรจากถังขยะกินเป็นเรื่องปกติ เธอไม่เคยมีเงินค่าขนม ถ้าอยากได้เงินไปซื้ออะไรสักอย่างก็ต้องเก็บของไปขาย เธอไม่เคยมีบ้าน ไม่เคยรู้สึกปลอดภัย ไม่เคยได้รับการดูแลที่ดีจากพ่อและแม่ แต่วัยเด็กคือช่วงเวลาที่เธอมีความสุขมากที่สุด ความแข็งแกร่งที่สะสมมาจากตอนนั้นทำให้เธอสามารถผลักดันตัวเองจนเรียนจบมหาวิทยาลัยบาร์นาร์ด และเป็นนักเขียนตามที่ฝันไว้

ฉันว่าชีวิตคนเรามี 3 ช่วง คือ เรียนรู้ สงสัย และเข้าใจ ตอนเด็กเราทุกคนพร้อมเปิดรับทุกสิ่ง เด็กคือฟองน้ำที่พร้อมซึบซับทุกอย่างที่พบ เห็น หรือได้ยิน ส่วนวัยรุ่นเป็นช่วงที่จะเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียนรู้ในตอนเด็กว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือเปล่า และเราควรจะไปต่อทางไหนดี ฉันว่าวัยรุ่นเป็นช่วงที่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกหลายอย่าง เป็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในคนเดียวกัน รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรแต่ก็ไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด และยังคงต้องการความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่นั่นแหละ ถึงจะเข้าใจว่าความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นเมื่อสิบหรือยี่สิบปีที่แล้วคืออะไรกันแน่


ชีวิตของจีนแน็ตต์ วอลส์ แบ่งเป็นสามช่วงได้แบบนั้นเหมือนกันนะ ตอนเด็กเธอใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี แต่ละวันผ่านไปด้วยความสนุกและมีความสุข เธอไม่เคยรู้สึกว่าที่บ้านยากจนหรืออยากมีชีวิตดีกว่านั้น แม้จะต้องขับรถหนีเจ้าหนี้กลางดึกหรือไม่เคยได้กินอิ่มสักมื้อ พอช่วงไฮสกูล เธอเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนๆ ไปพร้อมฝันอยากเป็นนักเขียน ความฝันและความต้องการของเธอไม่ได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่ ในบางครั้งเธอทั้งโกรธและเกลียดพ่อที่ไม่สามารถดูแลให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีได้ แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอจึงได้เข้าใจว่าพ่อรักเธอมากแค่ไหน แม้การแสดงออกของเขาจะไม่ค่อยเข้าท่าก็ตาม เช่น ยอมให้เพื่อนลวนลามลูกสาวตัวเองเพื่อจะได้โกงไพ่!

จีนแน็ตต์ออกจากบ้านที่เวสต์ เวอร์จิเนีย มานิวยอร์กตอนอายุ 17 ปี เริ่มจากงานผู้ช่วยกิ๊กก๊อกในบริษัทกฎหมายแห่งหนึ่ง จนกระทั่งได้เริ่มเขียนให้ Pheonix หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่ง ได้เป็นนักข่าวเต็มตัว ได้เขียนคอลัมน์ให้นิตยสาร New York ได้เขียนข่าวกอสสิปลงเว็บข่าว MSNBC.com รวมไปถึงเขียนบทความให้ Esquire ด้วย แต่ตอนนี้เธอเขียนหนังสือเป็นหลักแล้ว

หลายคนที่ได้ฟังเรื่องราวของเธอเป็นครั้งแรกมักจะคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นการพูดเกินจริง ไม่มีใครเชื่อว่าจะมีคนใช้ชีวิตแบบนี้จริงๆ หรอก หรืออาจจะเชื่อครึ่งนึงและคิดว่าเธอเป็นหญิงแกร่งที่สามารถทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จแบบทุกวันนี้ แต่จีนแน็ตต์ยกเครดิตทั้งหมดให้พ่อและแม่ (โดยเฉพาะเรื่องการเอาตัวรอด)

ปราสาทของพ่อ แปลโดย ณวรา, สนพ.สันสกฤต

ในสายตาของฉัน ภาพของครอบครัววอลส์ใน “The Glass Castle” นั้นทั้งลำบาก หดหู่ บางครั้งก็แสนเศร้า แต่ก็สัมผัสได้ถึงความสุขจากการเขียนของจีนแน็ตต์ ครอบครัวที่ไม่มีแม้แต่บ้านจะมีความสุขได้ยังไงกัน เราลองมาอ่านชีวิตของเธอในเรื่อง “ปราสาทของพ่อ” ที่ดัดแปลงเป็นหนังและกำลังจะเข้าฉายเดือนกันยายนนี้กันเถอะ