‘โรอัลด์ ดาห์ล’ ผู้เขียนเรื่องตลกร้ายเพื่อเด็ก

พี้ชยักษ์, ยาวิเศษ, แม่มด, เด็กยอดเก่ง, มาทิลดา และโรงงานช็อคโกแลตมหัศจรรย์ … นี่คือตัวอย่างผลงานอมตะของโรอัล ดาห์ล นักเขียนที่หากวันนี้ยังมีชีวิตอยู่ เราก็จะได้ฉลองวันเกิดร่วมกับเขาเป็นปีที่ 101 ในวันที่ 13 กันยายน 2017

ผลงานของเขาขายดีทั่วโลก ถึงกับเคยมีการทำสถิติว่าในปี 2010 สำนักพิมพ์พัฟฟินซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์หนังสือสำหรับเด็ก สามารถขายหนังสือของโรอัล ดาห์ล เฉลี่ย 1 เล่มทุก 5 วินาที!

เอาเข้าจริงโรอัล ดาห์ล เพิ่งมาจริงจังกับการเขียนวรรณกรรมให้เด็กอ่านหลังจากที่เขาแต่งงานมีลูกแล้ว เพราะเขามีหน้าที่ต้องเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกๆ ฟัง ช่วงเวลานั้นเองที่เรื่องเล่าต่างๆ บนเตียงถูกนำมาขยายความต่อยอดให้กลายเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่เขาเขียนไว้กว่า 40 เล่ม และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจเด็กๆ เพราะเข้าใจ “มุมดาร์ก” ได้อย่างดี

“มุมดาร์ก” ที่ดาห์ลใส่ไว้ในแต่ละเรื่อง มีส่วนผสมมาจากชีวิตของเขาเอง นอกจากบุคลิก “รูปร่างสูงใหญ่คล้ายยักษ์” ที่ปรากฎอยู่ในหลายเรื่อง ซึ่งก็คือตัวเขาที่สูงเกือบสองเมตร เขายังกำพร้าพ่อและเสียพี่สาวไปตั้งแต่อายุสามขวบ ถูกส่งไปอยู่โรงเรียนกินนอนซึ่งทำให้เขาถูกรังแกอย่างโหดเหี้ยม

ครั้นโตมา เขาก็พบเจอกับเรื่องเลวร้ายจากการเข้าร่วมรบในฐานะนักบินในสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก เคยถูกคัดเลือกให้เป็นสายลับอังกฤษอีกด้วย และเมื่อแต่งงานเขาก็เสียลูกไปสองคนจากห้าคน

 

 

ใน “เด็กยอดเก่ง” โรอัล ดาห์ล เขียนถึงความรู้สึกของ แดนนี่ เด็กชายที่ล่วงรู้ความลับของพ่อตนเอง และสะท้อนความคิดออกมาในวัย 9 ขวบว่า

“….คนเราเรียนรู้มากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ผมก็เช่นกัน ได้เรียนรู้ว่าไม่มีพ่อคนไหนดีพร้อมพวกผู้ใหญ่เข้าใจยาก มักจะเล่นสำนวนและมีลับลมคมใน ถ้าเราล่วงรู้นิสัยส่วนตัวบางอย่างที่พ่อแม่ของเราซ่อนไว้ เราจะตกใจมาก….”

จอร์จ เด็กชายวัยแปดขวบที่พยายามหาสูตรยาเพื่อให้ยายของตัวเองระเบิดหายไปในเรื่อง “ยาวิเศษ” ก็เพราะจอร์จเบื่อยายมาก

“…คนเป็นยายส่วนมากมักเป็นสุภาพสตรีชราน่ารัก ใจดี ชอบช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่ยายคนนี้ ยายใช้เวลาทั้งวันและทุกวันนั่งอยู่ที่เก้าอี้ใกล้หน้าต่าง แล้วบ่น ตัดพ้อต่อว่า ดุด่า คร่ำครวญ หัวเสียเพราะเรื่องนั้นเรื่องนี้…ยายเป็นหญิงชราที่อารมณ์เสียอยู่ตลอดเวลา…”

เรื่องเล่าของดาห์ลเป็นการเผยให้เห็นด้านของผู้ใหญ่ที่เด็กเกลียด เพราะเขาไม่เชื่อว่าเด็กทุกคนไร้เดียงสาหรือเป็น “ผ้าขาว” แม้ในมุมผู้ใหญ่ มุมมองของเด็กแบบแดนนี่และจอร์จ ดู โหดร้าย หยาบคาย ไร้ศีลธรรม แต่เขารู้ดีว่าเด็กทั้งรักและเกลียดพ่อแม่ของตัวเองอย่างเท่าๆ กัน เขาจึงแต่งเรื่องเพื่อให้เด็กได้เติมเต็มจินตนาการจากเรื่องแต่งซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นจริงของชีวิต และเพื่อไม่ให้เด็กโยนหนังสือของเขาทิ้ง เพราะรู้ดีว่าเด็กๆ นั้น “ขี้เบื่อ” ในฐานะนักเขียนจึงต้องหาเรื่องมาตรึงเด็กไว้

แล้วจะมีเรื่องไหนที่สามารถดึงดูดให้เด็กอยู่กับหนังสือได้เท่ากับเรื่อง “ตลกร้าย” ที่สนองความรู้สึกของการอยากแก้แค้นผู้ใหญ่บ้าง เท่านั้นเอง