นักเขียนลาตินอเมริกาเขาวิจารณ์การเมืองกันยังไงบ้าง

กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ และมาริโอ บาร์กัส โยซา เป็นนักเขียนในกลุ่ม Latin America Boom เหมือนกัน แต่บาร์กัส โยซา อายุน้อยกว่าอีกฝ่าย 9 ปี

สมัยเรียนบาร์กัส โยซา เลือกทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกวิเคราะห์ผลงานของการ์เซีย มาร์เกซ ด้วยนะ ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ในปี 1976 ได้เกิดเรื่องบาดหมางบางอย่างขึ้นบาร์กัส โยซา เดือดดาลถึงขนาดต่อยหน้าการ์เซีย มาร์เกซ ทั้งคู่เลิกเป็นเพื่อนกันและไม่คุยกันอีกเลยนานถึง 31 ปี

ถึงทั้งสองคนจะเป็นนักเขียนในกลุ่มเดียวกัน แต่สไตล์การเขียนของทั้งคู่กลับต่างกันโดยสิ้นเชิง

การ์เซีย มาร์เกซ เลือกนำเสนองานออกมาใน ‘แนวสัจนิยมมหัศจรรย์’ ทั้งเรื่องจริงและความแฟนตาซีถูกเขย่ารวมกันจนแยกไม่ออก ทั้งฉากและตัวละคนที่เขาเขียนขึ้นมาเป็นภาพของสังคมลาตินอเมริกาที่ทั้งสวยงามและอัปลักษณ์ ทั้งมีเสน่ห์และน่ารังเกียจ

ถึงตัวนักเขียนเองจะบอกว่านิยายของเขามาจากจินตนาการล้วนๆ แต่เราว่ายังไงก็สามารถอ่านได้สองแบบ จะอ่านแบบไม่ตีความประเด็นทางการเมืองก็ได้อรรถรส แต่ถ้าลองวิเคราะห์ว่าการ์เซีย มาร์เกซ เขาพูดถึงอะไรบ้าง เทียบเคียงกับเหตุการณ์จริงหรือคนจริงได้บ้างไหม ก็สนุกและตื่นเต้นไปอีกแบบ

 

 

ส่วนงานเขียนของบาร์กัส โยซา นั้นเรียกได้ว่าเป็น ‘แนวผู้เผด็จการ’ เป็นการนำตัวผู้นำเผด็จการมาเล่าเรื่อง มาเป็นหนึ่งในตัวละคร โดยเล่าเรื่องให้เห็นภาพสมจริง เน้นที่การนำเสนออำนาจและความโหดร้ายของตัวผู้นำ ไม่ได้แฟนตาซีอย่างแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ ซึ่งในไทยอาจจะไม่คุ้นหูกับนิยายแนวนี้เท่าไหร่นัก แต่นิยายแนวนี้เป็นที่นิยมมากในกลุ่มวรรณกรรมลาตินอเมริกา จนเป็น signature ของเขาเลยก็ว่าได้

อย่างเรื่อง “ยัญพิธีเชือดแพะ” จะแบ่งการเล่าเรื่องผ่านตัวละคร 3 คน ทำให้เราได้รับรู้เหตุการณ์ผ่าน 3 มุมมอง ซึ่งเรื่องนี้นับว่ามีการนำเสนอฉากโหดร้าย ทารุณ เเละหดหู่ เพื่อให้เห็นความโหดเหี้ยมของผู้นำเผด็จการที่มีนามว่า ‘ราฟาเอ็ล ตรูฆิโย’

สำหรับนักเขียนลาตินอเมริกาที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ทางการเมืองอันเข้มข้นอยู่ตลอด ได้เห็นความรุนแรงต่างๆ ย่อมอดไม่ได้ที่จะสอดแทรกเรื่องการเมืองลงไปในงานเขียน เหมือนพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงนักเขียนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์ทางการเมือง ในเมื่อวิจารณ์ออกมาตรงๆ ไม่ได้ พวกเขาจึงต้องระบายผ่านงานเขียน