‘คาร์สัน แม็คคัลเลอร์ส’ กับเหล้าเชอร์รี

“ด้วยว่าสุราของมิสอมีเลียมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของมันเอง เป็นสุรารสหมดจดแรงบาดลิ้น แต่เมื่อล่วงผ่านลําคอแล้วจะเรืองรองอยู่ในกายหลังจากนั้นอีกนาน”คาร์สัน แม็คคัลเลอร์ส, บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า

‘มิสอมีเลีย’ ในเรื่อง “บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า” เป็นหญิงร่างใหญ่บึกบึนที่มีฝีมือในการกลั่นเหล้า สุราของเธอรสดี มีคนชมไว้ว่าเป็น “เหล้านุ่มลื่นคอ” และตลอดทั้งเรื่องเราจะได้รับรู้ถึงความพิเศษของเหล้าที่มิสอมิเลียกลั่น บ่ม และขาย คาเฟ่ของเธอก็เปิดขึ้นได้เพราะรสเหล้าที่แสนจะพิเศษไม่เหมือนที่ไหน อ่านไปอ่านมาเราชักจะมึนกลิ่นเหล้า

แม้การอ่านเรื่องนี้จะทำให้เรารู้สึกถึงรสเหล้าที่ปลายลิ้นตลอดเวลา แต่มิสอมิเลียกลับแทบไม่แตะเหล้าเลยตลอดทั้งเรื่อง เธอขายสุรา เปิดคาเฟ่เสิร์ฟเครื่องดื่ม แต่เธอไม่ใช่คนดื่มหนัก ตรงข้ามกับคาร์สัน แม็คคัลเลอร์ส ผู้เขียนที่รักการดื่มแบบจัดหนัก เราเคยเขียนถึงการดื่มของเธอใน “คาร์สัน แม็กคัลเลอร์ส ‘นักเขียนผู้ว้าเหว่’” ไว้ว่า

“ตลอดวัน เธอดื่มชาผสมเหล้าเชอร์รี่ สลับกับกาแฟเหยาะบรั่นดี และหากวันไหนอากาศหนาวจัด ไม่มีฟืนเหลืออยู่ในเตาผิง เธอจะทำให้ร่างกายอุ่นด้วยการดื่มวิสกี้สองชอต และจบวันทำงานด้วยมาร์ตินี่ ก่อนจะแต่งตัวออกไปงานปาร์ตี้ และดื่มสารพัดเหล้าที่มีให้ในงาน คลานกลับขึ้นเตียงด้วยการจิบเบียร์เพื่ออำลาวัน และตื่นเช้าเข้าสู่วงจรของการทำงานอีกครั้งโดยนั่งลงหน้าเครื่องพิมพ์ดีดพร้อมเบียร์”

ช่วงที่แม็คคัลเลอร์สเริ่มมีชื่อเสียงจาก “หัวใจคือนักล่าผู้ว้าเหว่” นิยายเรื่องแรก เธอแชร์ห้องพักกับรูมเมทอีก 3 คน พวกเขาเล่าว่าแม็คคัลเลอร์สไม่มีทักษะด้านการทำอาหารแม้แต่นิดเดียว เธอไม่ชอบล้างจาน มักจะลืมว่าเปิดเตาทิ้งไว้ และทำพื้นห้องครัวสกปรกเฉอะแฉะ เธอยังชีพด้วยการกินไข่ ขนมปัง และนม เป็นหลัก ส่วนเงินที่เหลือก็หมดไปกับเหล้าเชอร์รี่เป็นแกลลอนๆ

เครื่องดื่มประจำตัวของเธอคือ ชาร้อนผสมเหล้าเชอร์รี่ เธอตั้งชื่อให้เมนูนี้ว่า “ซอนนี่บอย” ซึ่งจะเตรียมใส่กระติกเก็บความร้อนไว้จิบทั้งวัน สิ่งที่ช่วยกระตุ้นการทำงานและปลุกไอเดียในการเขียนนักของหญิงผู้ว้าเหว่คนนี้ก็คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เธอต้องเมานิดๆ แล้วจะเขียนได้ลื่นไหล